Thursday, June 30, 2011

รีวิว งานบวชพระตอนที่ 1 : the review of my ordaination ceremony chapter 1





เกิดมาเป็นคนไทยเกิดมาในเมืองพุทธ ทุกคนคงเคยได้ยินกันอย่างคุ้นหูว่า “ เกิดเป็นชายไทยต้องบวชเพื่อทดแทนคุณพ่อแม่” ผมเคยเป็นหนึ่งคนที่ไม่เคยมีความคิดว่าจะบวชพระเลยในชีวิตนี้ เพราะชีวิตมันไม่ได้สบายเหมือนตอนเป็นคาราวาสเลยซักนิดแถมยังต้องกินข้าวได้แค่ตอนตะวันขึ้นและก่อนเที่ยงเท่านั้น ชีวิตไม่มีอยู่สุขสบายมีคนมาดูแลเหมือนอยู่บ้านเป็นคาราวาส ที่อยากจะไปไหนมาไหนทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ เบื่อก็ไปเที่ยว เหงาก็ไปหาเพื่อน แต่เป็นพระก็ไปไหนไม่ได้ต้องอยู่แต่วัด นอกเสียจากมีกิจ ถึงจะได้ออกไปข้างนอกวัด แต่ต้องทำตัวสำรวมต่อหน้าธารชน ถึงแม้อยากจะแสดงออกแค่ไหนว่า ดีใจที่ได้ออกมาเที่ยว ก็ต้องนั่งสงบนิ่งเงียบและทำตามหน้าที่ของสงฆ์ไปอย่างไม่มีการบ่นและต้องอดทนมาก

บทความที่เขียนขึ้นมานี้เป็นประสบการณ์ตรงจากผู้เขียนซึ่งต้องการถ่ายทอดแง่มุมและชีวิตของการบวชพระตลอดจนประเพณีการบวชพระซึ่งเริ่มตั้งแต่มาอยู่วัดยันบวชนาคจนถึงบวชพระจริง หลายๆคนที่เคยบวชมาแล้วอาจจะมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป แต่คนที่ไม่เคยบวชหรือไม่มีโอกาสได้บวชตลอดก็อยากจะให้ทราบเรื่องราวของการบวชนี้ไว้เผื่อจะได้เอาไปบอกเล่าหรือเป็นความรู้ที่ไม่ได้มีในตำราเรียนเล่มไหนๆ ให้ได้ทราบกัน ในบทความที่เขียนอย่างถึงพริกถึงขิงและใช้คำพูดที่ตรงไปตรงมาอย่างไม่ปิดปังความจริงอะไรไว้เลย

ก่อนอื่นทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนเลยว่า ผู้ที่คิดว่าตัวเองเป็น ผู้ดีหรือชนชั้นสูงหรือแม้แต่คนที่รับไม่ได้กับการบอกเล่าแบบตรงไปตรงมาและการเล่นมุขประเภทล้อเลียนต่างๆ ก็จงไปเลิกอ่านไปซะเลย ปิดหน้าblogนี้ไปก่อนที่ท่านจะมีอคติในตัวผู้เขียน เพราะแนวทางการเขียนของผู้เขียนนั้น เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบเล่าเรื่องพูดคุยเสมือนเพื่อนสนิทนั่งจับเข่าคุยกัน ไม่ได้คุยเหมือนพี่สอนน้อง ครูสอนศิษย์ หรือนายกให้นโยบายการบริการประเทศ เพราะฉะนั้นอาจมีคำพูดบางคำที่ท่านอาจจะรับไม่ได้(ในแง่ของการบรรยายความรู้สึกแบบเสมือนจริงและอาจมีการอุทานคำหยาบออกมาบ้าง) ฉะนั้นแล้วท่านที่คิดว่ารับได้ก็อ่านต่อไปส่วนท่านที่รับไม่ได้ก็ ไปหาบทความที่นาย ก นาย ข นาย ค เขียนเหมือนสุภาพชนทั่วไป เพราะถ้าให้ผมเขียนเหมือนคนอื่นๆ ท่าน search เอาก็หาบทความเหลานั้นอ่านได้ทั่วไป ใครจะมีอคติในตัวผม ผมไม่ว่าเเต่ขอให้เข้าใจว่า ผมไม่ได้สร้างภาพสร้างชื่อเสียง เเค่บันทึกเรื่องจริงความรู้สึกจริงไว้ จะได้ไม่ลืม

ผมเคยคิดเคยรั้นอย่างมากในเรื่องการบวช เคยคิดถึงขนาดที่ว่า ถ้าใครถามว่าผมจะบวชไหม ผมจะตอบไปว่า “ผมนับถือศาสนาคริส” เพราะผมเคยเชื่อว่า คนเมืองคริสอยู่กันด้วยความรักและความเชื่อในตัวเอง บ้านเขาเมืองเขาถึงได้เจริญอย่างที่เราเห็นๆกันในปัจจุบัน แต่นั่นคือความคิดในตอนสมัยยังเรียนมหาลัยอยู่ แต่หลังจากได้มาทำงานเป็นไกด์จริงๆจังๆแล้ว ได้พาฝรั่งไปสนทนากับพระ ได้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับทำไมบ้านเราถึงมีแต่คนนับถือศาสนาพุทธ ได้พูดเล่าถึงเหตุผลของการไปวัดของคนไทย การทำบุญตักบาตรตลอดจนการบวชพระ และประเพณีต่างๆในพุทธศาสนา ความเชื่อและความงมงายที่ พูดไปฝรั่งก็ทำหน้าเบ้ๆ เพราะบ้านเขาเมืองเขา ส่วนใหญ่มีแต่คนเชื่อในตัวเอง เลิกนับถือศาสนาและไม่มีความเคารพในสิ่งๆใด นอกเสียจาก “ตัวเอง” …. ผมได้พบเจอกับบุคคลเหล่านี้มามากมายบอกเล่าอะไรไปก็มากมาย นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่ผมตัดสินใจมาบวชครั้งนี้ เพราะในที่สุดแล้วผมเชื่ออย่างสุดซึ้งเลยว่า เกิดมาเป็นคนแล้วต้องมีศรัทธามีความเชื่อในสิ่งดีๆเพื่อชักนำสิ่งดีๆเหล่านั้นเข้ามาใช้ในการดำเนินชีวิตของเรา ส่วนคนที่ไม่เชื่อไม่ศรัทธาอะไรเลย เชื่อแต่ตัวเองก็คงได้แต่ ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำตามใจ ตามความต้องการ ที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของ ความเคารพและอาจจะไม่รู้ถึง ความผิดชอบชั่วดี อีกต่างหาก…..

ผมบวชตั้งแต่วันที่ 5 – 20 มิถุนายน 2554 แต่ต้องมาอยู่วัดตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2554 ก็จะใช้การเล่าแบบรวมๆแล้วกันเพราะจะให้มาเรียงทีละวันอาจจะน่าเบื่อไป เหมือนเขียน journal

ผมบวชที่ชัยนาท ถามว่าทำไมผมต้องบวชที่ชัยนาท ทำไมไม่บวชวัดในกรุงเทพล่ะ แหมก็ พอดีป้ากับยายเขาทำบุญบริจาควัดที่นู่นซะเยอะแถมยังสร้างกุฏิให้พระอีกหลายหลังเลย เขาก็หวังว่าจะสร้างไว้ให้วัดและเผื่อลูกหลานจะมาบวช ก็จะได้ใช้เป็นที่หลับที่นอน และยังได้บุญอีกด้วย แต่จิงๆในใจลึกๆก็อยากบวชที่กรุงเทพนะ มีกุฏิติดแอร์ ห้องน้ำหรูๆ และมีอินเตอร์เนตให้ใช้เล่นแก้เบื่อได้อีก แต่อย่างว่าแหละถ้าบวชแบบนั้นก็ลางานอยู่บ้านดีกว่า ไหนๆบวชแล้วก็บวชต่างจังหวัดเลยให้มันรู้ซึ่งในรสพระธรรมและธรรมเนียมถือปฏิบัติกันมาในแบบที่หาไม่ได้อีกแล้วในเมืองหลวงบ้านเรา (ดังที่จะได้บอกเล่าในรายละเอียดในวันต่อๆไป)

การเดินทางจากกรุงเทพไปชัยนาทนั้นช่างรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ เมื่อผมขับรถออกจากบ้านตัวเองที่จังหวัดนนทบุรีออกไปในช่วงเวลาประมาณ 9 โมงกว่าๆ ขับไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย ผ่านปทุม สุพรรณ สามชุก บึงฉวาก แล้วก็เลี้ยวเข้า อำเภอหันคา สู่ตลาดสามง่ามท่าโบสน์ บ้านเกิดของแม่สมัยยังเยาว์วัย ไปถึงก็เจอป้ากับน้าที่รออย่างใจจดใจจ่ออยู่ตั้งแต่เช้า แต่จะว่าจิงๆเขาตั้งตารอมาจะ 2 ปีแล้วล่ะ เพราะสัญญากับป้าไว้ว่าจะมาบวชตั้งแต่ตอนก่อนเรียน ป โท และเริ่มทำงานอย่างเป็นรูปเป็นร่างแล้วจะขอลามาบวชก็ตรงกับช่วงกลางปีนี้พอดี และถ้าบวชช้ากว่านี้อีกเดือนนึงก็จะติดเข้าพรรษา …. เข้าพรรษา ผมอาจจะบ้าจิตหลุดเลยก็ได้ถ้าให้ มนุษย์ที่อยู่กับที่ไม่เป็นอย่างผมต้องอยู่วัดเป็นเวลาสามเดือนโดยไม่ออกไปไหน หลังจากพูดคุยถามถึงสารทุกสุขดิบกันแล้ว ก็ออกไปหาข้าวเที่ยงกินกับป้าและน้า ก็ไปกินกันที่หน้าวัดนั่นแหละ หลังจากกินเสร็จก็เดินเข้าไปที่วัดมุ่งตรงสู่กุฏิเจ้าอาวาสทันที เพราะการบวชที่วัดนี้ ผู้บวชตามประเพณีต้องถือพานใส่ดอกบัวและธุปเทียนไปถวายขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์วัดก่อน 7วัน แต่สำหรั้บตัวผมเนื่องจากเวลาที่จำกัดและความเล่นตัวต่างๆ(ของตัวเอง) เลยได้อยู่เป็นศิษย์วัดแค่สามวัน แต่แล้วระหว่างที่นั่งรอพระอาจารณ์อยู่ที่หน้ากุฏิท่าน เหตุการณ์ตื่นเต้นก็เกิดขึ้นจนได้เมื่อมีชายคนนึง ใส่ชุดสีขาวเหมือนพวกมาถือศีลที่วัดเดินมาหาป้าผมและทักบอกป้าผมว่า “มาก็ดีแล้วพี่ มีเรื่องอยากจะคุย” ทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่านายคนนี้ได้มาอาศัยอยู่ที่วัดเป็นเวลา 9 วันเพื่อมาถือศีล และระหว่างที่มาพักอยู่ที่วัดได้มาพักอยู่ที่ กุฏิคุณยาย (แม่เต้า จำรัสแสง) ซึ่งเป็นคุณยายของกระผมเอง และเป็นกุฏิที่ท่านบริจาคเงินให้วัดสร้างตั้งแต่สิบปีมาแล้วนู่น ชายผู้นี้มีชื่อว่าโอ๋ ท่านพูดออกมาอย่างไม่อ้อมค้อมทันทีเลยว่า “เจ๊ เมื่อคืนน่ะ ผมนอนๆอยู่ที่กุฏิคุณยาย แล้วผมเจอ …. “ เอ่ออ ….อออ..อออออ ตอนแรกท่านยังไม่เอ่ยปากมาว่าท่านเจออะไรแค่บอกว่า “ผมเจอ….” ผมก็นึกในใจและมองโลกในแง่ดีไว้ก่อนว่าคงไม่ได้เจอสิ่งนั้นหรอก (สิ่งที่ท่านๆก็รู้ว่าอะไรเมื่อมาอยู่วัด) สงสัยคงเป็นแมลงสาบ คางคก งู อึ่งอ่าง หรือ แมวออกลูก แต่ทันใดนั้นท่านโอ๋ผู้นี้เริ่มบรรยายถึงลักษณะของสิ่งที่ท่านเจอ ก็คือ ใส่ผ้ถุงโสร่งสีน้ำตาล และเสื้อชุดคนแก่สีเขียวคอกว้าง ส่วนท่อนบนเห็นไม่ค่อยชัด แค่ใส่แว่นมัดผมสีขาว บอกได้คำเดียว อ๋อออออออออ ….!!!! ยะ..ย….ยา ….ยายของเรานี่เอง แม่เต้า จำรัสแสง อ้าว ! เฮ้ยยยยยย ! ผมยืนขึ้นฉับพลันด้วยความเร็วสูงถึง ครึ่งวินาทีโดยไม่คำนึงถึงแรงโน้มถ่วง “พี่ครับ นี่พี่กวนตีนผมหรือเปล่าครับ????” กวนตงกวนตีนอะไรน้องเรื่องแบบนี้ใครเขาเอามาพูดเล่นกัน พี่พึ่งทำบุญกรวดน้ำไปให้เมื่อเช้านี้เอง พี่ยังอธิฐานบอกท่านเลยว่า ลูกหลานของท่านกำลังจะมาอยู่ต่อจากพี่คืนวันนี้ แต่ท่านไม่ทำอะไรหรอก ท่านมาปรากฏตัวเพราะตอนพี่อยู่ พี่เคยสงสัยและถามคนที่วัดไงว่าเจ้าของกุฏิเป็นใคร และมาบริจาคเมื่อไร และตายไปหรือยัง ที่ก็คุ้นๆชื่อนามสกุลจำรัสแสง แต่นึกไม่ออกว่าใคร ท่านก็เลยมาปรากฏตัวให้เห็น …

“เอ่ออ…อออ…ออ พี่ครับ ผมถามตามตรงนะครับ พี่จะบอกยายผมหาซอกตึกเหรอครับคืนนี้จะมีลูกหลานมาอยู่ กูกลัวผี!!!!” ผมอุทานกลับทันพลัน
“แล้วไปขึ้นกูมึงกับพี่เขาทำไม เขาแก่กว่าตั้งหลายปีนะ” ป้าผมทักขึ้นมาทันที แต่อารมณ์นั้น ความกลัวเข้าครอบงำ ท้องฟ้าที่โปร่งใสเริ่มดำมืด (เพราะฝนจะตก) เสียงเปิดประตูดังขึ้นปัง! เจ้าอาวาสพระอาจารณ์แสนเดินออกมาจากห้องและทักทายป้ากับน้าและบอกกับผมทันทีว่า “อ่าว โยมหลานเอาของขึ้นไปเก็บบนกุฏิก่อนสิ หลังนั้นยายเขาสร้างให้พระอาจารณ์เป็นหลังแรกของวัดนี้เลยนะ ตอนนั้นพระอาจารณ์ยังจำได้เลยว่า บลาบลาบลาบลา … “

“เอ่อออ..ออออ…อออออ พระอาจารณ์ครับ ผมอาจจะขอเปลี่ยนกุฏินอน ผมรู้สึกว่าตรงนี้มันอับลมอาจจะร้อนไปหรือเปล่า ”

“เอาสิ ไปเลือกเลย ที่อยู่ติดกับป่าช้าอ่ะ ยังว่างอีกหลายหลังเลย เอาแบบติดเมรุ เลยไหม มีงานศพอยู่พอดี พรุ่งนี้เผาด้วย จะได้ทดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจไปในตัวเลย”

จังหว่ะ นั้นผมขอตัวออกมาเข้าห้องน้ำก่อนทันที พอไปถึงหน้าห้องน้ำปุ๊ปตะโกนประชดชีวิตหน้ากระจกอ่างล้างหน้าทันที “ไอ้สัดดดดดดด!!!”(ด้วยความดังสูงสุด ถึงขนาดหมาวิ่งมาดูหลายตัวเลยทีเดียว) เพิ่งจะมาวันแรกก็โดนซะแล้วตู หลังจากนั้นเดินกลับไปที่กุฏิเจ้าอาวาสแล้วทำพิธีมอบตัว ฝากตัวเป็นศิษย์วัด เสร็จแล้วพระอาจาณ์ก็บอกให้ผมขึ้นไปทำความสะอาดกุฏิของตัวเองแล้วย้ายของเข้าไปอยู่ทันที

ผ่างงงงงง !! กุฏิที่กล่าวถึงนั้นเป็นบ้านทรงไทยหลังเล็กๆมีชั้นเดียวแต่ยกลอยสูงจากพื้นประมาณ 2 เมตร มีระเบียงอยู่หน้าห้อง และมีพื้นที่หน้าห้องไว้ใช้สำหรับการต้อนรับ เพื่อนหรือญาติโยมที่มาเยี่ยม ต้องบอกก่อนว่าที่วัดนี้เขาให้พระแต่ละองค์นอนกุฏิใครกุฏิมัน คือพูดง่ายๆนอนคนเดียวนั่นแหละ (ถึงได้ไปประชดหน้าห้องน้ำด้วยคำหยาบ) เปิดประตูเข้ามาในห้องที่มีขนาดประมาณ 4 x 3 เมตร ไม่ใหญ่มาก ด้านในมีเตียงไม้เก่าๆพร้อมเสื่อที่ปูไว้นอนบนเตียงไม้หนึ่งผืนมีหมอนแต่ไม่มีผ้าห่ม ข้างๆเตียงมีหิ้งพระมีธูปเทียนและหนังสือสวดมนต์อยู่หลายเล่มวางเรียงกันอยู่ หน้าต่างมีรอบด้านทั้งด้านติดประตู ซ้ายขวาและด้านหัวนอน …. สิ่งแรกสุดเลยที่ทำหลังจากเข้ามาในห้องคือ วางกระเป๋าแล้วปิดหน้าต่างทั้งหมดอย่างแน่นหนา จุดธูปเทียนบูชาพระในห้อง แล้วเดินไปบนเตียงกราบลงบนหมอน(ในเวลาเที่ยงวัน) เพื่อขออนุญาติเจ้าที่ให้ช่วยุ้มครองจากยาย เอ้ย! สิ่งต่างๆที่จะมาทำร้ายหรือเป็นอุปสรรคในการมาอาศัยอยู่ได้
ตกกลางคืนวันแรก ไฟทุกดวงในห้องและที่ระเบียงถูกเปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดิน จากนั้นเดินไปทำความรู้จักกับพระองค์อื่นๆที่กุฏิเจ้าอาวาส และฝากตัวเป็นศิษญ์กับพระพี่เลี้ยง ให้เขาช่วยซักซ้อมบทสวดมนต์ที่จะต้องใช้ในวันบวช จากนั้นก็รีบกลับเข้ามาที่กุฏิก่อนเวลาสองทุ่ม ในขณะที่ท่านอื่นๆยังคงนั่งสนธนากันต่อที่กุฏิเจ้าอาวาส หลังจากเปิดประตูเข้ามาในห้องบอกได้เลยว่า ร้อน เพราะเปิดพัดลมแต่ไม่เปิดหน้าต่างอากาศมันเลยไม่ค่อยflowเท่าไร แต่ก็บอกย้ำกับตัวเองอีกรอบนั่นแหละว่า “เอาน่ะ” แล้วก็หยิบiphoneขึ้นมานอนดูนู่นนี่ซักพักก่อนที่จะหยิบหนังสือสวดมนต์มาท่องซักซ้อมและสวดมนต์ก่อนเข้านอนจากนั้นก็ล้มตัวลงบนเตียงแข็งๆเพื่อนพยายามที่จะ “นอน”

“เหี้ยยยยยย” สิ่งผิดพลาดสิ่งแรกเลยที่ลืมทำก่อนนอนทุกครั้งก็คือ เข้าห้องน้ำ เพราะมันเป็นนิสัยที่เคยชินสมัยตอนยังอยู่กรุงเทพ แต่ที่ต้องอุทานอกมาแบบนั้นเพราะทางไปเข้าห้องน้ำนั้นก็ใช่เล่นเลยท่านทั้งหลาย กุฏิที่นอนกับห้องน้ำห่างกันประมาณ 100 เมตร ระหว่างทางไปห้องน้ำก็จะเดินผ่านกุฏิของพระองค์อื่นๆ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ห้องน้ำอยู่ติดกับป่าช้า ยังโชคดีนิดนึงที่มันเป็นป่าช้าหน้าวัด ที่ยังพอมีแสงไฟอยู่บ้างจากถนนหน้าวัด เพราะถ้าเป็นป่าช้าหลังวัดที่อยู่ติดเมรุล่ะก็ มืดสนิท ยังไงก็ตามจังหว่ะนั้นมองนาฬิกาเป็นเวลา 21:15 ก็ยังโอเคคคคค เพราะพระท่านอื่นก็คงยังไม่นอนกันหรอก ก็เดินไปเข้าห้องน้ำได้อย่างสบายใจ ณ ตอนนั้น กลับมาที่กุฏิก็ล้มตัวลงแล้วก็หลับตา+ข่มตานอน(ในขณะที่ไฟทุกดวงยังเปิดอยู่) ความรู้สึกง่วงเข้าครอบงำและก็เคลิ้มกำลังจะหลับ กรี๊งงงงง กรี๊งงงงงง กรี๊งงงงงงง โทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมกับเบอร์ของเพื่อนคนนึงที่มักจะไม่ค่อยโทรมาเท่าไรนัก กดรับแล้วอยากจะบอกคำเดียวเลยว่า “โทรมาหาพ่อง” คืออารมณ์นั้นไม่อยากลืมตาแล้วท่าน !! ได้ยินเสียงอะไรก๊อกแก๊กๆๆ ก็ระแวงไปหมดยิ่งตอนเสียงโทรศัพท์ดังนี่ สะดุ้งจนหัวใจเต้นแรงงงงงงง ตุ๊บๆๆๆๆๆๆ ก็เลยรีบตัดบทวางสายบอกไปว่า เดี๋ยวจะโทรกลับพรุ่งนี้ โอยยยยยย กว่าจะเคลิ้มหลับได้อีกที เกือบเที่ยงคืน แม่เจ้า… ที่แย่ไปกว่านั้น ตื่นมาตีสาม ปวดฉี่ อย่างรุนแรง แบบข่มตานอนยังไงก็คงไม่หลับเลยต้องเดินฝ่าความมืดอันวังเวงไปยังห้องน้ำที่อยู่ข้างๆป่าช้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนเข้าห้องน้ำก้อเปิดไฟแบบจัดเต็มเหมือนแสดงกายกรรมช่วงหัวค่ำเลย แถมขอนุญาติไม่ปิดแล้วเดินกลับกุฏิเลยอย่างไม่แคร์สื่อ

ตื่นอีกทีตี4เพราะระฆังดัง เป็นเสียงที่พระทุกองค์ต้องตื่นไปทำวัตรเช้า ส่วนผมก็รีบนอนต่อด้วยความอ่อนเพลียจนถึงตี 5 แล้วก็เด้งขึ้นมาอย่างๆ งงๆ ก่อนจะเดินไปที่ศาลารวม ไปถามพระท่านว่ามีอะไรให้ช่วยไหมภาระกิจของการเป็นเด็กวัดในวันแรกก็คือ ต้องตามพระไปบิณฑบาตร หรือเรียกง่ายๆว่าไปเข็นบาตร การเข็นบาตรพระไม่ใช่การเอาบาตรพระขูดพื้นแล้วเข็นตามตูดพระไปด้านหน้าด้วยความเร็วปลานกลาง แต่คือการที่เราเข็นรถซาเล้งแบบไม่มีที่ปั่น หรือพูดง่ายๆรถเข็นขายกับข้าวนั่นแหละ - -“ คือเราต้องเอาปิ่นโตใส่ไปหลายๆใบเพื่อไปใส่กับข้าวของญาติโยมที่ออกมาตักบาตรตอนเช้า รวมถึงกระติกน้ำและตระกล้าใส่แกงถุงและอื่นๆอีก ตอนแรกๆที่เข็นตามพระท่านไปก็ไม่รู้อะไรมากเพราะเห็นโยมออกมาตักบาตรก็ตักข้าวใส่บาตรรับพรตามปกติ แล้วเราก็เข็นตามไปโดยไม่เอะใจว่าทำไมไม่มีกับข้าวเลย หรือที่นี่เขาตักบาตรใส่แต่ข้าวอย่างเดียว เราก็เข็นตามพระไปหน้าตาเฉย ไม่ทันไรเท่านั้นแหละโยมตะโกนตามหลังมาทันที “ไอ้น้องงงง!!!! ไม่เอาแกงกับน้ำพี่ล่ะ” หลวงตาก็หันมาบอกว่าเอาแกงเทใส่ปิ่นโตสิ แล้วเอาน้ำเทใส่กระติก ส่วนพวกของหวานที่ห่อมาในถุงพลาสติกก็ใส่ตระกล้าเปล่าที่เตรียมมา ถึงตอนนั้นผมก็ถึงบางอ้อทันที ว่า โยมที่นี่เขาก็เตรียมกับข้าวใส่ชามมา ส่วนเราก็เอาชามมาเทใส่ปิ่นโต แล้วก็เทน้ำใส่กระติก ตระกล้าเปล่าก็เหมือนใส่อะไรก็ได้ที่เขาห่อมาให้ ก็เลยเป็นงานทันที แต่เนื่องจากสายที่ตามไปบิณฑบาตรเนี่ย คือสายตลาดสามง่าม ก็จะมีโยมมาตักบาตรกับแทบทุกบ้าน ฉะนั้นข้อสำคัญของการเข็นบาตรไม่ใช่แค่ตามต้อยๆๆๆ ไข่ห้อยแกว่งไปมาเหมือนลิ่วล้อทั่วๆไป แตต้องตามเก็บกับข้าวให้ทันด้วยความเร็วสูงเพื่อที่จะตามพระให้ทันเพราะ พระท่านก็มีบาตรอยู่แค่อันเดียว ของอะไรๆก็มาโยนใส่รถเข็นบาตรหมด แรกๆก็สนุกดี แต่หลังๆเริ่มหนักและต้องเข็นอย่างระมัดระวัง เพราะถ้าเข็นสะดุดอะไรแรงๆ แกงและอาหารอาจจะหกออกมาจากปิ่นโตไปลาภปากพวกสัตว์เดรัจฉานที่วิ่งตามรถเข็นบาตรมาตั้งแต่ที่วัด จนถึงกลับกระดิกหางดิ๊กๆๆๆๆๆ รอข้าวเหลือจากพระนี่แหละ(แต่ก่อนพวกมันได้กินก็ต้องผ่านเด็กวัดก่อนนั่นแหละ นี่คือสัจจะธรรม 555)


ว่ากันถึงเรื่องชื่อตลาดสามง่ามนี่ฟังๆดูแล้วมันก็แปลกๆ เพราะทำให้นึกถึงคำว่า “ง่าม” ที่มีอยู่สามอัน ซึ่งไอ้ง่ามที่ว่าเนี่ย มันก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงง่ามที่อยู่ส่วนหลังของมนุษย์หรือพูดตรงๆเลยก็คือ ง่ามตูด นั่นแหละ ก่อนมายังอ่านบทความของนักเขียนคนโปรดที่พูดเกี่ยวกับเรื่องน้อง ไอซ์ง่ามตูด ซึ่งเป็นดารานางแบบที่ถ่ายรูปลงปกนิตยาสารแล้วเผยให้เห็นง่ามตูดอย่างชัดเจนเลยทำให้น้องไอซ์คนนี้ได้เข้าสู่อันดับดารายอดนิยมของคอลัมนิสผู้นั้นแบบ new entry ทันที ว่าแต่ !!! จะไปคิดลึกแบบนั้นหาซอกตึกทำไม นี่มาบวชนะโว้ยไม่ได้ไปงานแต่ง - - !!! (http://www.siamzone.com/board/view.php?sid=959861 << ลองดูที่มาของน้องไอซ์ง่ามตูด โดย บ บู๋ นักเขียนในดวงใจของเด็กเเนวคอบอลอย่างผม) หลังจากที่เข็นบาตรอย่างมีสเตปสัมปชัญญะ จนกลับมาถึงวัด(ระยะทางไปกลับก็2-3กิโลได้ไม่ไกลมาก) หน้าที่เด็กวัดก็สิ้นสุดลงเพราะ เด็กวัดก็คือฆารวาสซึ่งไม่สามารถจับต้องอาหารของพระได้ ต้องให้พระฉันท์ก่อนจึงจะสามารถต้องได้ ที่วัดใหม่วงเดือนที่ไปบวช เขาเริ่มฉันท์กันตอน 7 โมงครึ่งพวกเด็กวัดก็ต้องมานั่งหน้าสลอนกันตอนเจ็ดโมงครึ่งหน้าอาสนะของพระสงฆ์เพื่อรอให้พระท่านสวดพิจารณาอาหาร ก่อนรับบาตรไปถวายก่อนพระท่านตักอาหาร และรับบาตรไปถวายที่อาสนะอีกทีก่อนท่านฉันท์ ทำแบบนี้เป็นการได้บุญเพราะเขาถือว่าเราเอาอาหารประเคนให้พระ ก็จะได้บุญเท่าบาป เอ้ย! บุญเท่าบาตรที่เราประเคนให้ แต่ว่าก็ว่า พูดถึงเรื่องอาหารที่ได้มาจากการบิณฑบาตร พระท่านก็ต้องนำมาจัดเลียงแยกของคาวของหวานและขนม รวมถึงน้ำดื่มออกจากกัน และเวลาพระท่านลุกไปตักอาหารก็จะถือบาตรของใครของมันไปตักเรียงแถวตามพรรษาที่บวช เจ้าอาวาสก็จะได้ตักคนแรกเสมอส่วนพระที่บวชใหม่ก็ตักคนสุดท้าย นั่นหมายความว่า อาหารอะไรดีๆหรือที่เราเล็งเอาไว้ หมายปองเอาไว้ก็ไม่ได้มีไว้หมายปองดังสมหมาย เหมือนตอนที่เราน้ำลายหกเมื่อเห็นอาหารที่อยากกินตอนโยมถวายให้ตอนไปบิณฑะบาตร หากแต่ต้องลุ้นว่าพระสงฆ์องเจ้าที่แก่พรรษานั้นจะมองข้ามมันไปแล้วมันจะเหลือมาถึงเราหรือไม่ ตอนเป็นเด็กวัดก็ต้องรอให้พระทุกรูปตักเสร็จก่อน แล้วเราถึงไปตักได้ วันไหนโยมไม่ตักบาตรกันมากเท่าไร ก็เหลือแต่แกงที่เราไม่ค่อยอยากกิน วันไหนอาหารเยอะก็ได้กันทั่วหน้าขนมนมเนยก็ได้กันทั่วถึง จะว่าไปก็คิดถึงชีวิตที่กรุงเทพ เมื่อตอนที่เรากินอาหารรวมกับเพื่อนๆ ตอนที่อาหารยกมาเสริฟไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม การกินไม่มีคำว่าเพื่อน หรือ พูดง่ายๆคือ แล้งลง มือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครกิยเร็วเคี้ยวเร็วกินจุก็คุ้มกันไปเลยพะยะค่ะ พระบางรูปก็ตักอาหารไว้เยอะๆเลยในบาตรเพื่อจะเอากลับไปให้บรรดาสาวกหน้าขน ได้มีกินกันอย่างทั่วถึง สำหรับวัดที่ผมมาบวชนั้นถือว่าเป็นวัดปฏิบัติที่เคร่งพอสมควร โดยจะกินแค่วันละมื้อ ใครอยากกินก่อนเที่ยงก็ต้องเสียปัจจัยตัวเองไปซื้อมากินเอง แล้วข้าวมื้อเข้าที่กินก็ตักได้ครั้งเดียวแล้วต้องกินในบาตรอีก คือตักของหวานของคาวรวมกันไว้ในบาตรแต่เกลี่ยแยกๆไว้ก็จะได้ไม่เสียรสชาติ หลังจากช่วงเช้าที่ว่ามาแล้วก็จะแยกย้ายกลับกุฏิใครกุฏิมัน ช่วงเวลาตั้งแต่ 8:30 – 15:00 มันก็คือเวลาว่าง ที่พระแต่ละรูปก็จะสนทนากันเองบ้างนอนจำวัตรบ้างหรือไปนั่งดูทีวีหอสวดมนต์บ้าง หรือถ้ามีกิจเช่นไป ช่วยสร้างโบสน์ สร้างเจดีห์ ก็ออกไปได้แต่ควรจะกลับมาก่อนทำวัตรเย็นตอน ห้าโมงครึ่ง ส่วนช่วงสามโมงเย็นก็จะเป็นช่วงที่พระทุกรูปต้องช่วยกันทำความสะอาดวัด ช่วงที่อยู่วัดก็จะได้เรียนรู้กิจวัตรประจำวันของพระว่าวันๆนึงต้องทำอะไรบ้างต้องเตรียมตัวอะไรบ้างก่อนที่จะถึงวันบวชจริง

ในวัดก็ได้รู้จักพระรูปต่างๆ ช่วงที่อยู่มีพระอยู่ที่วัด 10 รูป ก็มีทั้งพระที่แก่พรรษาและพระที่บวชใหม่ผสมกันไป กุฏิที่อยู่ข้างๆผมก็เป็นพระใหม่ที่บวชมาหลายครั้งแล้วท่านชื่อว่า “หลวงพี่หำ” พอได้ยินชื่อบุ๊ปก็เอะใจทันที “ใครตั้งชื่อให้ฟ่ะเนี่ย” จะว่าไปคำว่า หำ บางท่านคงจะรู้ความหมายอยู่แล้วมันก็คือคำที่มีความหมายเหมือนๆกับคำว่า จู๊ฮุกกรู หรือ หนอนน้อย ของท่านผู้ชายนั่นแหละ นั่งสงสัยอยู่คนเดียวซักพักว่าทำไมถึงเอาชื่อแบบนี้มาตั้งเป็นชื่อเรียกเพราะมันดูแปลกๆ น่าตลกขบขันมิใช่น้อยถ้าไปโรงเรียนตอนสมัยเด็กแล้วคงโดนเพื่อนทุกหมู่เหล่าล้อตั้งแต่ ป1 ยัน ม6 เลยแน่ๆ แต่ลองมานั่งไตร่ตรองดูดีๆอีกที สมัยเด็กๆตอนเรียนอนุบาลก็มีอาจารณ์ท่านนึงชื่อว่า “ครูจิ๋ม” เรื่องความโหดอย่าบอกใคร แต่ถามว่าชื่อแบบนี้มันแปลกไหม ? ก็เรียกกันปกติ แม่ค้าที่ตลาดแถวบ้านก็มีชื่อ เจ๊จิ๋ม อืมมมม …. สงสัยคนสมัยก่อนเขาคงไม่ซีเรียสเรื่องตั้งชื่อกันหรอกมั้งแหมก็อย่าคิดลึกซิ - - ก็ว่ากันซะยาวเลย กุฏิถัดไปก็พระปอง อยู่กับลูกชาย และก็บรรดาสาวกหน้าขนที่ท่านขนกันไปเป็นโขยงทุกครั้งที่เดินไปไหนมาไหน เตรียมข้าวเผื่อหมาทั้งเช้าทั้งเย็น ถ้ามีการโหวตพระที่ป๊อปปูล่าที่สุดในวัด โดยให้ผู้โหวตเป็นสิงห์สาราสัตว์ในวัด พระปองนี่ต้องได้ป๊อปปูล่าโหวตเป็นแน่แท้ แต่ขอนินทานิดนึงนะ ท่านตักข้าวเผื่อหมาแมวก็นึกถึงคนข้างหลังบ้าง เพราะผมตักหลังท่านเสมอ พวกปลาทอดปลาย่าง ทนาหยิบไปทั้งตัวคลุกข้าวให้หมาตลอด แล้วผมล่ะได้แต่พวกแกงเผ็ดๆไม่มีเนื้อหวานๆให้ได้แก้เผ็ดมั่งเลยท่านปองงงงงงง !!!

จากวันแรกสู่วันที่สองการดำเนินชีวิตก็ผ่านไปเหมือนๆเดิมที่ต่างจากพระจริงๆก็คือ ตื่นสายได้นิดหน่อย(ตื่น ตี 5) แล้วก็กินข้าวมื้อเย็นได้ ก็ตั้งหน้าตั้งตารอให้ถึงวันก่อนบวชหนึ่งวันเพราะจะได้กลับไปนอนบ้านก่อนบวชจริงๆหนึ่งคืน ส่วนคืนที่สองที่สามที่วัดก็ผ่านไปด้วยดี ไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยความสัจจริง แต่ก็มีผวาบ้างเล็กน้อยตอนกลางคืนตามประสาคนแปลกที่ ระหว่างช่วงกลางวันก็ ฝึกท่องบทสวดให้คล่อง พระอาจารณ์หนึ่ง คือชื่อของพระพี่เลี้ยงผมที่ต้องคอยติววิธีการตอบรับขานรับในพิธีบวช รวมถึงต้องไปท่องให้ท่านฟังทั้งช่วงเช้าเย็นเพื่อให้มั่นใจว่าในพิธีบวชจริงๆเราจะสามารถท่องบทสวดขออุปสมบทและขานรตอบคำถามภาษาบาลีได้อย่างถูกต้อง ไม่ทำให้ท่านเจ้าอาวาสต้องขายหน้าพระเถระที่ท่านเชิญมาเป็นประธานในพิธี พูดก็พูดเถอะมันก็กดดันพอสมควรเหมือนกันแต่ต้องมั่นใจอ่ะนะ เพราะเราตั้งใจจะบวชแล้วต้องเชื่อว่าทำได้ ใครๆเขาก็บวชกัน

พิธีบวชนาคเริ่มขึ้น ณ วันที่สี่ ก็เริ่มจากพิธีขลิปจู๋ เอ้ย!ขลิปผม ก็คือพิธี ที่เรานั่งเฉยๆนี่แหละ แล้วญาติผู้ใหญ่เขาจะมาขลิปผมเราคนละนิดคนละหน่อยเริ่มจากบิดามารดาของเราแล้วก็ญาติผู้ใหญ่เรียงลงมาจนถึงพี่ และเพื่อนที่อายุมากกว่า ผมที่โดนขลิปจะถูกรองโดยใช้ใบบัวและจะต้องเอาไปลอยน้ำตามประเพณีความเชื่อ หลังจาก นั้นก็คือพิธีปลงผม นั่นก็คือการที่เราทำใจกับเรื่องผมที่ดัดงอไม่เป็นทรง และปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของรากผมที่ไม่เหมือนกันในแต่ล่ะคน รีจอยส์ริชพร้อมจะเป็นทางเลือกแรกสำหรับท่าน ถุยยยย !!! ไม่ใช่และ !! การปลงผมก็คือ การให้พระที่มีพรรษามาก โดยส่วนมากจะเป็นระดับพระอาจารณ์หรือเจ้าอาวาส ต้องขออธิบายก่อนว่าพระนี่มีชื่อเรียกหลายชื่อตามความอวุโสทางอายุทางพรรษา เราอาจจะเคยได้ยินการเรียกชื่อนำหน้าพระที่แตกต่างกันไป เช่น หลวงพี่(เท่ง) หลวงพ่อ หลวงตา หลวงปู่ อาจารณ์ พระอาจารณ์ จิงๆพวกนี้มันขึ้นอยู่กับลักษณะภายนอก อายุพรรษาและชื่อเสียงของพระองค์นั้นๆ แต่ส่วนมากคนที่ปลงผมให้ก็มักจะเป็นพระที่แก่พรรษา(ไม่ได้หมายความว่าอายุเยอะ) อย่างท่านพระอาจารณ์ที่ปลงผมให้เนี่ย มีชื่อว่า อาจารณ์หนึ่ง ที่ชื่ออาจารณ์หนึ่งเพราะบวชมาแล้ว 12 พรรษา แล้วก็เป็นพระพี่เลี้ยงให้กับพระบวชใหม่ที่เข้ามาบวชที่วัดใหม่วงเดือนนี้เกือบทุกองค์ แต่พูดไปอาจจะไม่เชื่อ ท่านอาจารณ์หนึ่งคนนี้แหละ จริงๆแล้วอายุเพิ่งจะ 32 ปีเอง และท่านก็เป็นคนที่เคร่งในข้อปฏิบัติที่สุดในวัดที่ผมมาบวชนี่แหละ

เส้นผมที่แข็งและหนาของผมก็ล่วงลงมาทีละกระจุกๆๆๆ กับเสียงโกนแกร๊กๆๆๆ โดยใช้มีดโกนเบอร์ 5 ได้ไถและทำลายทุกนาอันดำขจีออก จนเลี่ยนเตียนสะท้อนแสงหักเหอุลตร้าไวโอเลตเข้าสู่สายตาญาติโยมที่มารอลุ้นการปลงผมครั้งนี้ จริงๆแล้วอยากออกความเห็นว่าการปลงผมเนี่ยควรจะทำในที่ลับ และไม่ต้องให้ญาติโยมเข้ามายืนลุ้นกันหลายคนมาก เพราะปลงเสร็จแล้วผมที่ถูกปลงมันก็เสมือนขนที่ติดอยู่ตามตัว ไม่ว่าจะแขน คอ หน้าอก หลัง นิ้วหัวแม่ตีน ไม่เว้นแม้แต่พุง ซึ่งเราก็ต้องไปอาบน้ำทันทีหลังจากปลงผมเสร็จเพื่อที่จะกลับมาให้พระอาจารณ์แต่งชุดนาคให้ แล้วญาติโยมเนี่ยก็ลุ้นหนักยิ่งกว่าลุ้นให้พรรคประชาธิปปัตย์ได้เป็นรัฐบาลหน้าซะอีก โดยการไปเดินตามไปส่งถึงหน้าห้องน้ำและก็ยืนเฝ้าให้เรานุ่งผ้าถุงออกมา และยังตามเสด็จกลับไปหาพระอาจารณ์ที่เตรียมชุดนาคมาแต่งให้เรา พูดง่ายๆก็คือ จะมาตามดูคนนุ่งผ่าถุงอาบน้ำกันทำไม - - !!! แล้วตอนอาบน้ำก็ตะโกนถามอยู่นั่นละว่า เสร็จยัง ตะโกนกำกับอีกว่าไม่ต้องอาบมากแค่ล้างๆตัว แถมยังมีมาถามอีกว่ากางเกงในที่ใส่สีออะไร … เอ่อ…อออออ…ออออ ด้วยความรำคาญบวกกับความผมเลยตะโกนประชดไปว่า “จะเข้ามาถูจู๋ให้เลยไหม รอแป๊ปนึง จะเสร็จแล้ว!!” (ด้วยความดัง 106.45 เดซิเบล) หลังจากอาบน้ำเสร็จเดินนุ่งผ้าถุงตัวเดียว(ใส่กางเกงในสีขาว) ออกไปหาพระอาจารณ์อีกครั้งเพื่อให้ท่านห่มชุดนาคให้ ชุดนาคก็เหมือนที่ท่านเคยเห็นกันนั้นแหละ มีเสื้อคลุมสีขาวล้ายชุดรับปริญญาของมหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งที่อยู่ติดกับมาบุญครอง แล้วก็ใส่เสื้อกล้ามสายเดี่ยวด้านใน ด้านล่างก็ต้องใส่กางเกงในสีขาว(เท่านั้น) ไม่รู้จะมาเข้มงวดทำซอกตึกอะไร เรื่องกางเกงใน - - แล้วก็ใส่ผ้าถุงสีขาว ที่รัดด้วยเข็มขัดเงิน แล้วก็ต้องห้อยพระสีทองๆ ให้ดูขลังๆไว้ก่อน แต่งตัวเสร็จก็ มาถึงพิธีแห่นาค ต้องออกตัวก่อนว่าแห่นาคเนี่ยมีสองรอบ คือแห่จากวัดกลับไปบ้าน(หลังจากปลงผม) แล้วก็แห่จากบ้านไปวัด(ในเช้าวันต่อมาเพื่อที่จะไปบวชเข้าโบสน์) ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินขึ้นรถกระบะ ที่มีที่นั่งให้กับนาคพร้อมกับมีคนหนึ่งคนนั่งอยู่กับเราจะเป็นคนกางล่มให้กับเรา ระหว่างที่นั่งไปนาคก็ต้องถือพานไหว้ครูไปด้วยตลอดทาง แล้วก็ห้ามแสดงกริยาสนุกสนาเฮอา ต้องนั่งเฉยๆและท่องบทสวดอิติปิโสไปตลอดทางเพื่อเป็นการคุ้มภัยให้กับการเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ การเดินทางครั้งนี้จากวัดใหม่วงเดือนกลับไปบ้านแม่นั้นจริงๆแล้วระยะทางก็ไกลจริงๆ แค่ 1 กิโลเมตรเท่านั้นแหละ แต่เท่าที่ระลึกความได้มันเป็นการเดินทางที่แสนยาวไกลจริงๆ เพราะออกจากวัดตั้งแต่ยังไม่เที่ยงแต่ไปถึงบ้านตอนเกือบบ่ายสาม ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุก่อนที่จะมืดๆครึ้มฝนที่ตกลงมาปอยๆ แล้วก็หยุด หลายๆคนอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะนึกในใจว่า “นี่มึงคลานมาเหรอครับ” แต่จริงๆแล้วต้องถามว่าเคยเห็นขบวนแห่นาคกันไหมละ ที่ด้านหน้าจะมีนางรำและก็รถขยายเสียงที่เปิดเพลงลูกทุ่งหมอลำโปงลาง(ด้วยความดังสูงสุดถึงความดังสูงสุดยอสสสส) พวกนางรำก็เดินไปรำไปเต้นไป กั้นรถเราไม่ให้เขยื้อนไปถึงเป้าหมายได้ด้วยความเร็ว นางรำแต่ละคนก็ลุงๆป้าๆน้าๆอาๆแม่ยก ที่เขาอยากมาสนุกสนานกันตามพาสาชาวบ้านที่นานๆจะมีงานรวมญาติครั้งนึง ส่วนเราก็ต้องนั่งนิ่งๆสงบสำรวมอยู่หลังกระบะ ทั้งๆที่บางเพลงที่เขาเปิดมันก็โดนใจอยากจะลงไปโชสเตปการแด้นซ์แบบหนุ่มเมืองกรุงบ้างแต่… อิติปิโส ภควาอรหังสัมมาสัมพุธวิชาจรณาสัมปันโนสุขะโตโลกะวิทูล บลา บลา บลา บลา โว้ยยยยยยยยยยยยยยยย ตั่บๆ ตับ ตั่บ ตับตับตับๆๆๆๆๆๆๆๆ ตรั่บๆๆๆๆๆๆๆๆ(หลังจากเขาเล่นเพลงนี้บทสวดที่เขาให้ท่องในใจตลอดทางก็กลายเป็น จังหว่ะเพลงนี้พร้อมกระทืบเท้าตามจังหว่ะเพลงไปจนถึงบ้านนั่นแหละ ฮ่าฮ่าฮ่า )

พอกลับมาถึงบ้าน บรรดาญาติโยมและคุณเพื่อนก็มากันเกือบจะพร้อมหน้ากันหมดแล้ว ก็ได้มีเวลาทักทายกันบ้าง แต่ป้าของผมที่เป็นแม่งานและเป็นญาติที่อาวุโสที่สุดของฝ่ายแม่ก็มาบอกว่า ไปนั่งเงียบๆสงบๆอยู่ในบ้าน เป็นนาคแล้วห้ามออกมาเดินเพ่นพ่านแล้ว เดี๋ยวมีมารมาผจญ … เอ่อ..อออ….ออออ คำพูดของป้าทำให้ผมนึกถึงภาพฝาผนังของโบสถ์ในวัดพระแก้วที่มีรูปพระพุทธเจ้าถูกมารผจญ ขัดขวางไม่ให้ตรัสรู้ โดยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ชี้นิ้วชี้ลงพื้น เรียกพระแม่ธรณีออกมา บีบมวยผมให้น้ำซัดพวกมารทั้งหลายให้พ้นตัวพระพุทธเจ้า จนได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในที่สุด นี่คือภาพฝาผนังที่ใครๆก็รู้จักกันดีในชื่อของ “มารผจญ” แต่ แต่ แต่ๆ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กรูจะบวชโว้ยยยยย ไม่ได้จะตรัสรู้ ไม่จับตูไปนั่งใต้ต้นโพธิเลยล่ะแหมมมมม!!!! ได้สติกลับมาอีกทีก็เดินไปนั่งเงียบตามคำสั่งของป้าเขาแต่โดยดี 55555

ว่าแต่ขอนอกเรื่องอีกเรื่องนึกคือการพิมพ์ 555555 เนี่ยมันก็เหมือนภาษาอินเตอร์เนตที่ใช้แสดงความรู้สึกตลก หัวเราะ เพราะ 5555555 เนี่ยมันอ่านว่า ห้าห้าห้าห้าห้าห้า ออกเสียงเร็วๆมันก็คือหัวเราะนั่นแหละ แต่เพื่อนผมคนนึงคุยกับฝรั่งใน facebook และชอบพิมพ์ 5555555 เวลาที่ต้องการแสดงอาการตลกหัวเราะออกมา ฝรั่งก็จะไม่ค่อย comment ตอบมาอีกหลังจากเพื่อนผมพิม 5555555 ไป รู้ไหมเพระอะไร? เพราะเพื่อนผมมันซื่อบื้อ พิมพ์ 555555 ไปฝรั่งเขาก็อ่าน ไฟฟ์ ไฟฟ์ ไฟฟ์ ไฟฟ์ ไฟฟ์ ไม่ได้อ่านว่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า เหมือนภาษาไทยเราซะหน่อยจริงไหม ? คำถามต่อมาคือแล้วท่านล่ะ เคยพิม 5555555 กับฝรั่งไหมถ้าเคยก็เลิกซะนะ - - 555555 มัน Thailand only

จากนั้นช่วงบ่ายแก่ๆก็จะเป็นพิธีขอขมาผู้หลักผู้ใหญ่โดยเขาจะจัดเก้าอี้ไว้หน้าบ้านเรียงกันหลายๆตัวเพื่อให้ บิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ผู้อาวุโส มานั่งเรียงกันเพื่อให้นาคมาสวดและพูดขอขมากับสิ่งผิดพลาดที่เคยได้กระทำล่วงเกิน หรือ ทำให้เกิดความหมางใจกัน พิธีนี้มันเหมือนการล้างบาปที่เคยมีมาก่อนโดยเฉพาะพ่อกับแม่ ที่เราอาจจะเคยทำบาปพูดไม่ดีเถียงท่านว่าท่าน หรือ ทำให้ท่านทุกข์ใจมาก่อน ก็ต้องมาขอขมาลาโทษก่อน ก็เหมือนกับล้างบาปเพื่อจะไปเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถือศีลนั่นแหละ ส่วนคำขอขมาจำไม่ได้ เพราะพูดตามอุปนายกทุกคำพูด แต่ที่สำคัญสงสัยอย่างนึง เวลาอุปนายกพูดแล้วให้เราพูดตาม ท่านเอาไมค์มาจ่อปากเราตลอดเวลา แล้วไม่อยากจะบอกว่าเครื่องเสียงลำโพงเนี่ย เสียงดังแบบได้ยินทั้งตลาด เพราะต่างจังหวัดเขาพยายามจะเปิดเพลงดังๆเปิดลำโพงดังๆเอาไว้ให้ชาวบ้านเขารู้ว่าบ้านนู้นบ้านนี้มีงานพอตอนงานเลี้ยงจะได้มาร่วมกันเยอะๆ แล้วนั่นแหละ จะให้พูดออกไมค์หาตะเข็บเหรอ - - คือขอขมาแบบเงียบๆซึ้งๆก็ไม่ได้ พอเริ่มพูดคำแรกบุ๊ปเพื่อนๆที่นั่งหลบร้อนอยู่ในบ้านก็แห่กันออกมาไทยมุงกันทันที แต่ส่วนตัวแล้วไม่อยากให้เพื่อนคนไหนออกมาเลยในเวลานั้นเพราะหลังจากเราจบพิธีขอขมาโดยการกราบเท้าพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ต่างๆแล้ว รวมถึงต้องตักน้ำมาล้างเท้าให้พวกท่านๆด้วย ขั้นตอนนี้เขาเรียกกันว่า พิธีดื่มน้ำล้างตีนผู้ใหญ่ เอ้ย!! พิธีอาบน้ำผู้ใหญ่ ก็พอจากพิธีนี้ก็นาคก็ต้องเข้าไปถอดชุดนาคทันที เพื่อนุ่งผ้าถุงตัวเดียวออกมาทำพิธี คลึงนมนาค หรือ เรียกอีกชื่อว่า พิธีขัดผิวขอหวย ไอ้บ้า !! ใครจะไปตั้งชื่อพิธีแบบนั้น เอาจริงๆคือ พิธี อาบน้ำนาค วิธีกรรมก็ง่ายมากคือนาคนุ่งผ้าถุงโชนมโชพุงออกมานั่งต่อหน้าประชาชี(รวมถึงเพื่อนๆที่พร้อมสาดแสงแฟรชเข้าใส่อย่างไม่เกรงใจในทุกมิติ) นั่งบนเก้าอี้แล้วญาติแต่ละคนก็จะตักน้ำมาอาบให้เรา ไอ้คำว่าญาติแต่ละคนเนี่ยไม่ได้หมายความว่ามาทีละคนนะ คือ ทุกๆคนมารุมราดน้ำบวกกับเอาขมิ้นมาทาให้ทั่วตัวให้มันส่องแสงประกาทองให้ทั่วทั้งร่างกาย บางคนก็มาละเลงหัวตบบ้างเบิร์ดบ้างลูบบ้าง ส่วนช่วงตัวนี่ก็ขัดลูบกันทั่ว ไม่ใช่แค่นั้นบางคนคลึงอีกต่างหาก แล้วคลึงตรงไหนไม่ครึง มาครึงนมซะงั้น - - !! บอกได้เลยว่าทรมานคนบ้าจี้อย่างผมมากมาย แล้วเพื่อนแต่ละคนที่ปกติแล้วเหนชอบไปหลบๆเวลาแดดร้อนๆ รูปก็ถ่ายนิดๆหน่อยๆพอเป็นพิธี แต่พอมาถึงตอนคลึงนมเอ้ย! อาบน้ำนาคปุ๊ปเนี่ย โอ้โห มากันอย่างกันถ่ายดารามาแจกลายเซ็น บางคนมาร่วมวงอาบด้วยเลยซะงั้น ความรู้สึกตอนนั้นคือเหมือนโดนนัวเนียโดยมือของผู้มิประสงค์ออกนาม ปาดป่ายทั่วไปหมด(ยกเว้นบริเวณใต้เข็มขัด) พอทุกคนถอยออกหมดปุ๊ป เหมือนโลกทั้งกลับมาสดใสอีกครั้ง ลืมตาขึ้นมาอีกทีบอกได้คำเดียวเลย อืมมมมม นะ ถ้างวดนี้แทงกันถูกก็เอาเงินมาแบ่งมั่งล่ะ - - หลังจากนั้นก็มาถึงช่วงที่น่าเบื่อที่สุดช่วงนึงคือช่วง เทศน์รับขวัญนาค ก็ได้เข้านิมนต์เจ้าอาวาสจากวัดใหม่วงเดือน(วัดที่บวชนี่แหละ) ก็มาเทศน์ให้ฟังประมาณครึ่งชั่วโมง หลักก็เล่าให้ฟังถึงเรื่องประเพณีบวชนาคนี่แหละ เล่าสั้นๆก็คือ นาค หรือ พญางู ในสมัยพุทธกาลมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนา เลยอยากมาบวชเป็นพระ ก็แปลงกายมาแล้วพระพุทธเจ้าก็บวชให้ แต่พอตกกลางคืนตอนนอน มนต์ก็คลาย กลายร่างกลับกลายเป็นพญางู ทำให้พระรูปอื่นๆ ไปบอกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยบอกกับพญางูว่า กฏของพุทธศาสนาห้ามสัตว์เดรัจฉานบวชเป็นพระภิกษุ ก็เลยให้สึกจากการเป็นพระ และพญางูก็ยอมแต่โดยดี แต่ได้ขอร้องให้พระพุทธเจ้าได้ฝากชื่อของตนไว้ ให้เป็นที่จดจำว่าอยากจะบวชแต่ไม่มีบุญได้บวช ก็เป็นเรื่องเล่าและตำนานของพิธีบวชนาคสืบๆต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

หลังจากพิธีปลงผมนาค ถูจู๋นาค ล้างตีนผู้ใหญ่ คลึงนมนาค เทศน์รับขวัญนาค ก็แยกย้ายกันเข้าที่พัก เพื่ออาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวมางานเลี้ยงรับขวัญนาคในตอนเย็น บรรยาศในตอนเย็นก็มีการตกแต่งซุ้มทางเข้าเป็นลูกโป่ง และก็ไม่ได้จัดโต๊ะใหญ่โต เวทีก็ไม่ใหญ่มากตามความประสงค์ของข้าพเจ้านี่เองแหละ ส่วนด้านบนฉากของเวที ก็มีป้ายหาเสียงของผู้ สมัคร สส ปาตีลิสเบอร์ 5 พรรครักประเทศไทยอยู่ด้านหลัง พร้อมรูปผู้สมัครเด่นเป็นตระหง่าน คือดูรูปประกอบแล้วกันพอดีป้ายมันก็คือป้ายงานเลี้ยงนั่นแหละแต่คนสั่งทำเนี่ยอาจจะลืมไปว่าช่วงนี้มันเลือกตั้ง ร้านเขาเลยทำมาให้เหมือนกับป้ายหาเสียงเลยแถมมีเลข 5 ตัวเบอร์เริ่ม อารมณ์แบบจะบอกว่าบวชวันที่ 5 ไม่ใช่ โปรดเลือกเบอร์ 5 - - แต่จิงๆแล้วพูดอย่างสัจจริงเลยว่าหลังสึกจากการเป็นพระแล้วก็คงไปเลือกเบอร์ 5 นั้นแหละคงไม่มาเล่าเหตุผลในที่นี้หรอกเดี๋ยวจะไม่อยากอ่านต่อกันแต่บอกได้คำเดียวว่า “ชอบ ดิบ เถื่อนดี” ก็ดูรูปประกอบเอา เพื่อนๆญาติๆโยมๆที่มร่วมง่านก็ happy กันดีในช่วงแรกๆ แต่พอผ่านไปซักพักนึงเริ่มร้อนและยุงเยอะ ก็เลยทยอยกันกลับไป ก่อนที่จะมีโชพิเศษจาก เพื่อนๆสมัย ม ปลาย ขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีกันตามคำขอ ขอบอกว่างานนี้มี แดนบีม มาร่วมงานด้วยนะ - - เอาคลิปไปดูแล้วกันจะได้ไม่เถียงว่าพูดโกหก จบคืนนั้นก็แยกย้ายกันไปเข้านอนเพื่อเตรียมตื่นมาร่วมงานวันบวชจริงช่วงเช้าตรู่ของวันถัดไป
ตื่นมาในตอนเช้าเวลาตีห้าครึ่งด้วยเสียงนาฬิกาปลุกขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่สามารถทำให้คนทั้งตลาดตื่นได้อย่างไม่ต้องสงสัย ก็ไอ้ลำโพงตัวเดิมนั่นแหละ เปิดเพื่อเรียกคนมางานบวชพระตามธรรมเนียมคนต่างจังหวัด หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วก็ออกมาแต่งชุดนาคและกินข้าวเช้า เพื่อเตรียมตัวไปขึ้นขบวนแห่นาคไปวัดตามประเพณีอีกครั้ง เวลา 7 ราฬิกาตรงนาคขึ้นหลังรถกระบะ พร้อมกับพ่อที่เป็นผู้ถือบาตรตามประเพณี และก็มีเพื่อนถือร่มให้ และเพื่อนๆกับญาติก็ถือของสำหรับพระไปตลอดทางแห่นั่นแหละ แต่ว่าก็ว่านะพูดเรื่องงานบวชเนี่ยบอกตามตรงเลยพอไปบอกใครว่าจะบวชบุ๊ปจะมีคำถามกลับมาหลักๆเลยสองคำถาม “บวชแล้วจะเบียดเลยเหรอคะ” สอง “จะไปบวชได้ลาหมาหรือยังคะ เฮ้ย!! ไม่ใช่ !!” “อ่าวแล้วใครถือหมอนล่ะ” คืออออ คืออออ คืออออ เอ่ออออ่อออออ่อออออ ก็นะ ไม่เห็นมีใครบอกหรือถามมั่งเลย “บวชวัดไหนละคะ?” “อนุโมทนานะคะ ขอให้ตั้งใจบวชให้ได้บุญเยอะๆ” ก็อย่างที่พูดนั่นแหละ เรื่องคนถือหมอนเนี่ย จิงๆมันเป็นส่วนสำคัญของการบวชหรือเปล่า แล้วก็ยังสงสัยต่อไปอีกว่า ทำไมไม่ถามมั่งล่ะ “ใครถือบาตรให้ละคะ” หรือ “ใครถือเสื่อกับจีวรให้ล่ะคะ” แล้วไม่พอแค่นั้น ยังมีคนมีความเชื่ออีกว่า “ถ้าให้แฟนมาถือหมอนแล้วจะไม่ได้แต่งงานกัน” แล้วก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนที่มาถามๆ(ทั้งหมดเกือบร้อยหกสิบสี่ชีวิตเนี่ย) ได้มีความเชื่อเรื่องที่ว่าการที่แฟนถือหมอนแล้วจะไม่ได้แต่งงานกันหรือเปล่า ถ้ารู้ก็แสดงว่า …. ว่า อืมมมมมมมมม นะ แช่งไม่ให้ได้แต่งงานกันใช่ไหม ? อิอิ ว่าแต่ล้อเล่นนะไม่ได้จริงจังไรมากแค่คิดวิเคราะห์มากไปเท่านั้นเอง ส่วนอีกคำถามว่าบวชแล้วจะเบียดเลยหรือไม่นั่น ก็ตีคู่มาไม่แพ้กัน ถามทุกคนถามตลอดเว ก็บอกตามตรงนะ บวชทดแทนคุณพ่อแม่คร้าบ บวชเพื่อเรียนรู้ชีวิตพระคร้าบ ส่วนเรื่องเบียดอ่ะมันต้องหลังไปหมั้นไปสู้ขอใช่ไหม ลองคิดดูนะ ถ้ามีเพื่อนคนนึงบอกว่า “เฮ้ยแกชั้นหมั้นแล้วนะ” จะมีใครถามต่อไหม “หมั้นแล้วจะเบียดเลยไหม??” “เฮ้ยแกเบียดก่อนหมั้นไหมวะ” “เฮ้ยแกจะเบียดกันแล้วเหรอวะ” ฮ่าฮ่าฮ่า …. ก็ว่าไปโน่นเนอะ แต่ก็คิดเล่นๆอ่ะนะ เพราะจิงๆส่วนตัวถ้ามีคนบอกว่าจะบวชส่วนมากก็จะถามว่า “บวชกี่วันละ? บวชที่ไหน?” “เฮ้ยวันที่เท่าไรถ้าว่างจะไปนะเว้ย” หรือไม่ก็ “เฮ้ยเป็นพระแล้วตื่นนอนอย่าลืมนอนคว่ำนะ” ก็อย่างว่าอะแหละไม่รู้ธรรมเนียมคำถามๆแบบนี้มันเป็นกับทุกคนที่จะบวชหรือเปล่าหรือว่ามันเป็นกับทุกคนแล้วก็แล้วแต่จะคิดนะ แต่ก็ดีใจที่ทุกคนยังถามและสนใจในสิ่งที่เราบอกกล่าวไปและก็มาร่วมงานด้วย

กลับมาเรื่องของงานแห่ แม่ยกก็เริ่มโห่กันและ โห่ฮิโห่ฮิโห่ฮิ้วววววววววววววววววววววววววว!!!(ตามด้วยเสียงกรองและฉิ่งฉาบ) หลังจากได้ยินเสียงโห่ผมคิดขึ้นมาในใจทันที “โห่หาพ่อมึงเหรอ ก็กูอยู่ในเหตุการณ์” อ้าว!! นั่นมันคำพูดของ สส พรรคฝ่ายค้าน ที่บรรจงพูดหยาบคายผ่านการถ่ายทอดสดทั่วประเทศแบบไม่กลัวเสียภาพลักษณ์ของผู้ทรงเกียรตินี่หว่า แล้วจะมานึกถึงเรื่องแบบนี้หาซอกตึกอะไร -_-“ ระหว่างทางเราก็ต้องนั่งทำหน้านิ่งๆถือพานไหว้ครูไปตลอดทาง และก็จะมีคนเดินมาใส่เหรียญในพานตลอดทาง เพราะเขาถือว่าได้บุญ เงินที่ใส่ในพานนี้เป็นเงินที่นาคจะโยนให้ทานก่อนที่จะเดินเข้าโบสถ์ แต่บอกได้คำเดียวว่าใส่จนพานหนักมาก ต้องถ่ายเอาเหรียญออกกันเลยล่ะ เพราะแต่ละคนที่เอาเหรียญมาใส่ มันก็อารมณ์แบบเศษเหรียญๆบาทที่ท่านๆไม่ใช้อยากเก็บไว้ให้หนักกระเป๋า ซึ่งพอมาหลายๆท่านแล้วรวมๆกันก็ อืมมมมมมนะ ถึงกับหนักบุญเลยทีเดียว ขบวนแห่ด้านหน้าก็เคลื่อนไปด้วยความเร็ว 0.005 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็เลยใช้เวลาไปทั้งสิ้น เกือบๆสองชั่วโมงนั่นแหละ พอถึงวัดบุ๊ปก็มคทายกก็ส่งสัญญาณให้ลงจากรถเพื่อเดินไปที่โบสถ์ พอลุกขึ้นยืนบุ๊ปบอกได้คำเดียวเลย “กางเกงในเข้าวิน - -” จะดึงก็ไม่ได้ญาติโยมเพื่อนฝูงอยู่เต็มไปหมด ก็เดินลงไปทั้งยังงั้นแหละ แต่คิดในแง่ดี อีกไม่กี่นาทีก็จะต้องถอดแล้วคงไม่นานมากหรอก ฮ่าฮ่าฮ่า ก่อนจะเดินไปที่โบสน์ก็เข้าไปที่วิหารก่อนเพื่อไปไหว้พระอาจารณ์ละออ ผู้ก่อตั้งวัดใหม่วงเดือนวัดที่ผมจะมาบวชนี่แหละ หลังจากออกมาจากวิหาร นาทีนั้น บอกได้เลยว่าเราเปรียบเสมือนดาราดังที่มีแฟนเพลงแฟนละครมารออยู่ด้านล่างบันไดของวิหาร เพราะก่อนเข้าโบสน์เราต้องให้ทาน ก็คือการเอาเงินที่ได้มามากมายระหว่างทางที่นั่งขบวนแห่มา บวกกับเงินที่เขาเอามาผูกโบ มาโปรยแจกทานให้กับเพื่อนๆญาติโยมและบรรดาแม่ยกเด็กขอทานคนบ้าคนปัญญาอ่อนคนพิการ ที่มารอรับเงินเหรียญกองใหญ่ที่ประมาณจากสายตาแล้วน่าจะประมาณสี่ห้าร้อยได้ เราก็โปรยซ้ายทีขวาทีตรงกลางมั่ง แฟนเพลงก็โลดเต้นกันเหมือนเล่นเวฟคือยกมือให้โยนไปทางทิศนั้นๆน่ะแหละ ก็โยนจนหมดก็เล่นเอาเมื่อเหมือนกัน หลังจากโยนเหรียญสลายม๊อบแฟนเพลงไปแล้วก็เดินเข้าสู่ทางเดินรอบโบสถ์ที่มีใบเสมารายล้อม ระหว่างเดินก็มีพระมาเดินนำและก็สวนมนต์นำเพื่อส่งนาคเข้าโบสน์ หลังจากเข้าไปที่โบสน์พระ25รูปก็นั่งอยู่บนอาสนะและพระเถระจะนั่งอยู่ตรงกลางหน้าพระประธาน ส่วนเราก็ทำพิธีใหว้ แล้วก็เอาพานไปถวายพระเถระ จากนั้นก็เริ่มสวดบทสวดที่เราซ้อมมาเพื่อบวชนี่แหละ และเข้าสู่พิธีกรรมการบวชโดยมี ญาติๆเพื่อนๆนั่งให้กำลังใจอยู่ในโบสถ์หรือบางคนก็อยู่นอกโบสถ์มองเข้ามาจากทางหน้าต่าง ส่วนเราก็ท่องบทสวดขออุปสมบทอย่างมั่นใจเพราะคิดว่าซ้อมมาดีแล้ว ก่อนบวชเล่าให้ฟังนิดนึง มีแต่คนชอบสบประมาทว่า ท่องมาดีแค่ไหนอยู่ต่อหน้าพระ หรืออยู่ต่อหน้าโยมมันจะเกิดอาการประหม่า แล้วจะลืมท่องไม่ได้ ต้องให้พระเขามาสอนทีละคำๆมันเสียเวลา พอเราบอกว่ามั่นใจว่าได้ชัวร์ ก็ยังไม่วายมาสบประมาทต่อว่า พูดอ่ะมันง่าย ถึงเวลาจริงอ่ะไม่ง่าย แต่บอกได้เลยว่า คนเราอ่ะ จะทำอะไรก็ตามขอแค่มีความมั่นใจตั้งใจไม่ค่อยพลาดหรอก ถ้าไม่มั่นใจหรือมีความกลัวอยู่ในใจก็จะเป็นอย่างที่เขาว่ากันนั่นแหละ ประหม่า จนครองสติไม่อยู่ และก็เป็นจริงอย่างที่คิด ผมสวดด้วยความมั่นใจโดยมองหน้าพระเถระอย่างไม่เกรงกลัว และขานตอบคำถามภาษาบาลีอย่างแม่นยำ จนถึงตอนที่เปลี่ยนจากชุดนาคมาใส่ผ้าเหลือง โดยพระพี่เลี้ยง เราก็รู้สึกสบายใจ ภูมิใจที่เราตั้งใจและทำได้อย่างมั่นใจ เสร็จจากพิธีก่อนจะเดินออกจากโบสถ์ มคทายกก็เรียกเพื่อนๆแล้วญาติมาถ่ายรูปพร้อมกับถุงย่ามและตาลปัตร และช่วงเดินออกจากโบสถ์นี่แหละคือนาทีระทึกของทุกท่านหรือเรียกว่าเป็นเวลาที่ทุกท่านรอคอย เพราะพระใหม่ก็คือพระที่ยังบริสุทธิ์ไร้สิ่งอาบัติ และคนที่ให้ทานกับพระใหม่นี่แหละโบราณเขาเชื่อว่าได้บุญมาก แต่ละคนก็ยัดดอกไม้เข้ามาในย่าม บางคนก็ยัดซอง ส่วนเราก็เดินด้วยความช้าสูงสุดเพื่อให้แน่ใจว่าทุกท่านจะได้บุญในการให้ทานครั้งนี้ ก็เจริญพร และได้บุญกันไปทั่วหน้านะ อิอิ หลังจากนั้นก็ถ่ายรูปกับเพื่อนๆ ก่อนจะเดินไปที่ศาลาเพื่อฉันท์เพลฉลองพระใหม่ ก็มานั่งเรียงแถวหน้ากระดานกับพระรูปอื่นๆเพื่อนฉันท์เพล โดยมีบรรดาเพื่อนๆและญาติๆนั่งกินอยู่ด้วยที่ศาลา แต่ระหว่างนั่งเนี่ย ก็ต้องเข้าใจว่าพระใหม่อ่ะนะ นั่งพับเพียบนานๆไม่ได้ก็ต้องมีเปลี่ยนขากันบ้าง บางทีนั่งขัดสมาถนานๆมันก็เป็นเหน็บชาก็ต้องยกขาสลับข้าง เพื่อนๆที่มางานบวชก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เสือกแอบดูจู๋ตอนช่วงเปลี่ยนขาซะงั้น !!! บางคนถึงกับนั่งจ้องจาเขม็งรอเปลี่ยนขารอดูสวนเงาะสวนทุเรียนกันซะงั้น - - ก็ไม่เป็นไร ขอให้ทราบกันไว้แล้วกันนะเพื่อนๆว่า ถึงจู๋พระจะน่ารัก แต่การแอบดูจู๋พระก็เป็นเรื่องบาปนะโยม อิอิอิอิ

ก็เป็นอันว่าจบตอนที่ 1 ไปก่อนแล้วกัน ไว้จะมาโพสต่อตอนที่ 2 นะเป็นเรื่องของชีวิตพระล้วนๆ สนุกไม่แพ้ตอนแรก เเละจะบอกด้วยว่าพระเนี่ยเล่น facebookได้ไหม หลายๆคนชอบคิดว่าพระต้องนั่งสวดมนต์นั่งสมาธิทั้งวัน ใช่หรือไม่ติดตามตอนต่อไป ยาวหน่อยนะเเต่ละเอียดได้ใจ รูปต่างๆก็ไปดูใน facebook ของผมเอาเเล้วกันโพสไปหมดเเล้วจะดูประกอบจะเห็นภาพชัดเจนกว่ามาก

Saturday, July 17, 2010

สงสัยว่าทำไมTwilightภาค3ถึงมีชื่อตอนว่าEclipse

หลังจากหนังเรื่อง Vampire twilight ภาค Eclipse เข้าวันที่ 1 กรกฏาคม งานผมก็เสือกเข้าอย่างต่อเนื่องจนเกือบจะไม่ได้ไปดูซะเเล้ว เเต่ก็ยังโชคดีที่มีเวลาว่างช่วงวันพฤหัสที่ผ่านมา(15 กรกฏาคม) ก็เลยถือโอกาสเเวะไปดูซะหน่อยเด๋วจะตกกระเเส ที่สาวๆกรี๊ดกันสนั่นจนโรงเเทบเเตก เเละผมก็ดูทั้งสองภาคเเรกมาเเล้วด้วยจะพลาดไปเดี๋ยวก็ไม่ต่อเนื่องอีก เเต่ก็อยากที่อ่านหัวข้อนั่นเเหละ หลังจากดูหนังจบเเล้วผมก็รู้สึกว่ามันสนุกดีเนื้อเรื่องเข้มข้นเน้นไปทางเเนวนิยายรักซะมาก เเถมมีมุขตลกสอดเเทรกเข้ามามากขึ้น เเต่เรื่องที่ผมสงสัยมากที่สุดคือ มันเกี่ยวอะไรกับคำว่า Eclipse หรือภาษาไทยบ้านเราอ่านว่าอีติ่ง เอ้ย !อีขลิปส์สสสสสสสส

จิงๆภาคเเรกชื่อเรื่องTwilightก็ไม่แปลกใจเพราะTwilightจิงๆเเปลว่า เเสงโพล้เพล้ ก่อนพลบค่ำ ผมก็อืม... เเวมไพร์มันโดนเเสงไม่ได้นี่ ถ้าโดนก็ต้องเเตกสลายตายไป เหมือนอย่างที่ในหนังมันบอกน่ะเเหละ เเต่สงสัยอย่างนึงว่าทำไม พระเอกมันต้องโบ๊ะหน้าซะขาวว่อกยังกับพวกเก้งกวาง ในบ้านๆเรานี่แหละ เเถมคางเเหลมจนมองๆไปเเล้วเหมือนนกหัวขวานยังไงยังงั้น ส่วนภาค 2 ชื่อภาคว่า New Moon อันนี้ก็พอเข้าใจ เพราะภาคสองมีพวกหมาป่าเพิ่มเข้ามา หมาป่ามันก็ต้องคู่กับพระจันทร์เต็มดวง เเละพระจันทร์ดวงใหม่ๆก็อาจจะหมายถึง การที่มีพระเอกคู่รักอีกคนมาเป็นคู่เเข่งกับ Old Moon หรือเปล่า ก็ไม่เเน่ใจ 5555 เเต่ที่เเน่ๆ ฉายาของพระเอกสองคนนี้ ฉายา พี่ว่อกกับพี่บึก ใครว่อกใครบึกคงไม่ต้องอธิบาย เเต่พอมาภาค 3 เนี่ยดูจบเเล้วสงสัยอย่างเเรงงงงง ว่าทำไมต้อง Eclipse อีขลิปส์ จิงๆต้องเขียนว่าอีคลิปส์ เเต่คนโณคจิตเเบบผมก็ต้องมีดัดแปลงให้เข้ากับบรรยากาศการเขียนสไตร์โรคจิตแบบนี้เเเลพี่น้อง เอาล่ะต่อไปนี้คือการตั้งข้อสังเกตุว่าทำไมมันถึงต้องชื่อภาคว่า Eclipse จากมุมมองส่วนตัวของผมเเบ่งเป็นประเด็นดังต่อไปนี้

1 Eclipse แปลว่า สุริยคราด หรือ ราหูอมจันทร์ หรือ พระจันทร์บังเเสงพระอาทิตย์นั่นเเหละ ก็อาจจะหมายถึงการรวมกันของพระอาทิตย์เเละพระจันทร์ซึ่งเปรียบเสมือนการ รวมกันของ เเวมไพร์เเละหมาป่าเเวร์วูฟ นั่นเเหละ ที่ช่วยกันต่อสู้ เเละช่วยกันรักษาความสงบของถิ่นที่ตั้ง เเละช่วยนางเอกจากกองทัพของวิคตอเลียด้วย เปรียบเสมือนสงครามที่ไม่ใช่การต่อสู้เเบบที่ผ่านๆมา เเละยังเข้าถึงรายละเอียดของตัวละครต่างๆมากขึ้น

2 หมายถึงเงามืดบรรยากาศของความรักระหว่าง ญ 1 ชาย 2 ซึ่ง เจคอบเปรียบเสมือน ดวงอาทิตย์เเละเอ็ดเวริดเปรียบเสมือนดวงจันทร์ ฉะนั้นเมื่อมันเกิดสุริยคลาสเนี่ย ท้องฟ้ามันก็มืดมิด ฉะนั้นสุดท้ายเเละเเวมไพร์ก็ออกหากินได้ เเต่หมาป่าต้องเสียเปรียบหลบๆซ่อนๆ เพราะสุดท้ายเเละคนที่เบลล่าเลือกก็คือ เอ็ดเวริด เพราะสุริยคลาสไม่ได้ทำให้ท้องฟ้าสว่างสดใสนี่ จิงไหม พูดสรุปคือ เจ็คเป็นเหมือนพระอาทิตย์ที่โดนเอ็ดเวริดบังเเสงจนมืดมิดหมด

3 ในเมื่อมันชื่อตอนว่า อีขลิป เเละในเรื่องก็มีตอนที่เบลล่าขอมีอะไรกับพระเอกในขณะที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นเเวมไพร์ ซึ่งอีขลิป ก็อาจจะหมายถึง เกย์ที่โดนขลิป เพราะพระเอ็ดเวิรด หน้ามันขาวว่อกจนเหมือนกระเทยยังไงยังงั้น เเละขลิปก็คือการตัดหนังหุ้มส่วนปลายของตรงนั้นของผู้ ช ออก เพื่อเพิ่มความสะอาดให้กับจุดซ่อนเร้นตามความเชื่อของศาสนาอิสลาม เเละในหนังก็ไม่เห็นมีใครเคยบอกว่าเอ็ดเวริด นับถือศาสนาอะไร ซึ่งก็อาจจะเป็นอิสลาม ซึ่งต้องโดนขลิป เเละบวกกับหน้าขาวว่อกเหมือนเกย์เลยรวมกันเป็น อีขลิป ซึ่งพระเอ็ดเวริดคงจะอายในเรื่องนี้เลยต้องหาทางปฏิเสธคำเรียกร้องของนางเอกที่อยามีอะไรกันตอนที่ยังเป็นคนนั่นเเหละ ... เอ่อ เเต่ใครมันจะไปคิดลึกแบบนั้นหาซอกตึกอะไร - -"

4 สุริยคลาส คือทุกอย่างมืดมิดเหมือนสีของถั่วดำ เหมือนดังรูปที่ผมนำมาใช้ประกอบในบทความนี้ ซึ่งจิงๆเเละเจคอบอาจะเป็นนางเอกตัวจิงของภาคสุดท้ายก็เป็นไปได้ทั้งนั้นนนน

จากที่วิเคราะห์มาเป็นการสันนิสฐานเเละใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านล้วนๆ ใครมีคำตอบที่ดีๆก็บอกผมหน่อยเเล้วกันนะครับ ผมก็คิดได้เเค่นี้ หรือใครเห็นด้วยกับข้อไหนก็ยกมือบอกด้วยนะ จะได้เป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อๆไป ยังไงผมก็คนนึงที่ไม่ได้อ่านหนังสือเรื่องนี้เลยไปดูหนังอย่างเดียว ใครมีอะไรจะเสนอเเนะรบกวนด้วยครับ

Parunyoo Kittirungruang
Warmwind Travel

Wednesday, June 23, 2010

The Evaluation of English men after match against Slovania

จิงๆวันนี้ต้องบอกก่อนว่าปกติผมเป็นคนที่กลับบ้านค่อนข้างดึกพอสมควร ส่วนมากจะหลังสามทุ่ม เเต่วันนี้ในวาระอันพิเศษที่ตั้งใจจะกลับมานั่งสะใจกับความพ่ายเเพ้ของทีมชาติอังกฤษที่จะลงสนามเจอกับสโลวีเนียในนัดสุดท้ายของฟุตบอลโลกรอบเเบ่งกลุ่ม ซึ่งอังกฤษไม่มีทางเลือกอะไรนอกจากจะต้องเอาชนะให้ได้เท่านั้น เพราะในรอบเเบ่งกลุ่มสองนัดเเรก อังกฤษทำได้เเค่เสมอกับ อเมริกา เเละ แอลจีเรีย ซึ่ง บรรดากูรู หรือ พวกที่คิดว่า "กูรู้" ทั้งหลายต่างฟันธงก่อนบอลโลกว่า ในกลุ่มนี้ที่ประกอบไปด้วย อังกฤษ อเมริกา แอลจีเรีย เเละสโลเวเนี่ย อังกฤษจะจบรอบเเรกด้วยการเป็นเเชมป์กลุ่มโดยจะสามารถ เก็บได้ 9 คะเเนนเต็ม !! พูดเเล้วก็อยากวิ่งไปขึ้นเเท๊กซี่หน้าบ้านไปสวนจตุจักรซื้อสุนัขสักตัว เเละเขียนที่อยู่ของวัดดังๆซักเเห่งในโลกนี้ ส่งไปให้ฟาบิโอ คาเปโล่จิงๆ จะได้ ลาหมา(ที่ผมส่งไปให้) เเล้วก็ไปบวชซะ ซึ่งถ้าคืนนี้ยังชนะสโลวีเนียไม่ได้ก็ไม่ต้องไปลาออกกับสมาคมฟุตบอลอังกฤษเเล้ว ไปลาหมาอุปสมบทดีกว่า !!
ต้องออกตัวก่อนว่าผมเป็นมนุษย์คนนึงที่ไม่ได้มีจิตศรัทธามราจะส่งกำลังใจไปเชียร์ทีมชาติอังกฤษที่สาวไหนๆก็กรี๊ดกร๊าดกับทั่วโลก ไม่เท่านั้นผมยังสาบเเช่งให้ตกรอบเเรกด้วยความโรคจิตเลเวลสูงสุด เพราะมันคงเป็นการดีเเละสะใจมาก ถ้าผมจะได้เห็นพวกนักฟุตบอลชื่อดัง + ขี้เก็กทั้งหลายได้ทำหน้าปวดขี้ เเถลงข่าวขออภัยเเฟนบอลกว่า ร้อยล้านคนทั่วโลก เเต่อังกฤษมักจะทำได้ดีเวลาที่ถึงคราวหลังชนฝา จวนตัว เเละต้องแบกรับความรับผิดชอบ เหมือนดัง สไปเดอร์เเมน ที่มักจะมากับพลังที่ยิ่งใหญ่ เมื่อความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้น ... ว่าเเล้วก็ขออนุญาติวิเคราะห์เเละวิจารณ์นักเตะรายตัว ของทีมชาติอังกฤษในเกมกับสโลวีเนียที่ผ่านมาในคืนนี้อย่างถึงพริกถึงขิง
สำหรับนักเตะสโลวีเนียไม่ต้องพูดถึงเเละไม่วิเคราะห์เพราะดูรายชื่อเเล้วบอกได้เลยว่า "มึงเป็นใครวะ" ไม่เคยรู้จักมาเลยซักคน ซึ่งต่างกับนักเตะอังกฤษที่พูดชื่อก็เอะใจกันขึ้นมากันทั่วหน้า มาเริ่มกันด้วย
David James: เล่นไม่ผิดพลาดรัดกุม เเละเป็นที่พึ่งพาได้ในยามคับขันเสมอ
Glen Johnson: มีโอกาสขึ้นไปทำเกมรุกบ่อยครั้ง เเต่เกมรับก็ยังทำหน้าที่ได้ดี เเม้บางครั้งจะมีลูกโฉ่งฉ่างอยู่บ้าง
Matthew Upson: ทำไมตอนเล่นกับเวสแฮมมันดูล่กๆ เเต่พอมาเล่นทีมชาติดูนิ่งๆเก๊กๆ ยังไงไม่รู้ เเต่ก็ไม่มีอะไรเสียหายในเกมนี้
John Terry: ตั้งเเต่มีข่าวว่าปิ๊ดปี้ปิ๊ดกับเมียเพื่อน ก็มักจะเล่นได้ดีท่ามกลางความกดดันเสมอ เเละเล่นได้ทุ่มเทมากในวันนี้
Ashley Cole: ข่าวที่บอกว่าเคยเอามือถือยัดรูตูดตัวเองเเล้วให้เพื่อนโทรเข้าในระบบสั่นสะเทือนเนี่ย ทำให้ฟูลแบ๊กตัวจี๊ดคนนี้ไม่กล้าลากเลื้อยเหมือนเดิมเลยซักนิด เเต่เกมรับโดยรวมถือว่าไม่ผิดพลาด
James Milner: ไม่ทราบว่านัดเเรกมันถูกเปลี่ยนออกไปตอนยังไม่หมดครึ่งเเรกได้ไง ทั้งๆที่ขยันซอยยิกๆๆๆๆ เเถมวางบอลได้ลุ้นตลอดเวลา เเถมวิ่งไม่มีหมดอีกต่างหาก ก็ถูกเเล้วที่ได้ลงเป็นตัวจริงในนัดนี้ เครดิตลูกเปิดให้เดโฟทำประตูได้
Frank Lampard: ไม่มีอะไรจะวิจารณ์นอกจาก "ตามเกม" ไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่หวือหวา น่าจะเรียกนิกกี้ บัตรมาเล่นเเทนยังดีกว่า
Gareth Barry: ตัดเกมได้ดีในหลายจังหว่ะ เล่นนิ่ง จ่ายบอลคุมเกมเเดนกลางได้ดี ช่วยเเผงหลังได้เยอะมาก ไม่เสียเเรงที่เล่นอยู่ทีมมหาเศรษฐี
Steven Gerrard: วันนี้เล่นดี จ่ายบอลเเม่น ทุ่มเทช่วยทั้งเกมรุกเกมรับ เเถมยังเปิดบอลสวยๆให้เห็นได้เสียหลายลูก
Waye Rooney: ฉายาคุณพ่อน้องไข่ เพราะลูกชื่อ Kai เล่นไม่ออก เลี้ยงไม่ผ่าน ยิงไม่ตรง เเถมใจร้อนไม่นิ่งไม่มีลูกเก๋า เเถมโดนโห่อีกต่างหาก น่าจะเอาเจมส์ มิลเนอร์เป็นตัวอย่าง ที่ไม่มีอาการตื่นสนามเลย
Jermine Defoe: ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับเกมเท่าไร เเต่มีจังหว่ะทีเด็ดเสมอในจังหว่ะ เข้าทำประตู เเละก็พังประตูให้อังกฤษผ่านไปรอบต่อไปได้ ถือเป็นผู้ช่วยชีวิตของอังกฤษโดยเเท้จริง
ตัวสำรอง
Jole Cole: มีเวลาเเค่ 15-20 นาทีในการพิสูจน์ตัวเอง เเล้วก็ไม่มีอะไรผิดพลาดไม่มีอะไรโดดเด่น ข้อดีคือช่วยถ่วงเวลาได้เยอะจากการใช้"ตูดบัง"ที่มุมธงช่วงท้ายเกม
Emile Heskey: ลงมาช่วยเกมรับได้ฉับพลันในช่วงท้ายเกม ถือเป็นศูนย์หน้าตัวรับอย่างเต็มตัวเเล้ว เเละคงไม่มีใครคาดหวังจะให้สากกะเบือผู้นี้ยิงประตูอีก
Fabio Capelo: เกือบต้องลาสุนัขอุปสมบทตามสตีฟ เเม็คคาเล็น ถ้าไม่ได้ประตูโทนในเกมนี้ช่วยไว้ เเต่ไม่ทราบว่าเมิงจะตะโกนใส่อารมณ์อะไรนักหนา ทีตอนยิงไม่ได้เสือกนั่งนิ่งอย่างเดียว กรูล่ะ งง จิงๆ
หมายเหตุ: สตีฟ เเม๊คคาเล็น เคยเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ซึ่งนำทีมสิงโตคำรามไป นอนเขย่าหำดูฟุตบอลยูโร 2008 ตามชายหาดในสเปน เนื่องจากไม่ผ่านรอบคัดเลือก เลยต้องลาหมาบวช ขออโหสิกรรมให้ผู้มีจิตศรัทธาให้กับพลพรรคอังกฤษ ทั่วโลก
คืนนี้ร่วมเชียร์ออสเตรเลียของผมอีกซักครั้งเเล้วกันครับ ถึงเเม้ว่าโอกาสเข้ารอบมันริบหรี่เเถมต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ เเต่จำไว้ว่า ปาฏิหารณ์เกิดขึ้นได้เสมอกับคนที่ไม่คิดที่จะยอมเเพ้ เเละพลังที่ยิ่งใหญ่ก็มาจากความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เหมือนกัน !!
Parunyoo Kittirungruang
WarmwindTravel

Monday, June 21, 2010

IELT Examination Reality

เอาล่ะ หลังจากไปสอบ IELT ครั้งเเรกในชีวิตมา ก็อยากจะระบายอะไรต่ออะไรให้ได้ฟังกัน เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อๆไปให้กับผู้มีจิตศัทราในคอลัมนิสน์โรคจิตอย่างผม จิงๆผมก็เคยสอบ TOEIC มาเเล้ว เคยสอบ CU TEP มาเเล้ว ก็รู้สึกว่า มันก็ไม่ได้ยากเกินกว่าที่คนเรียนภาษาอังกฤษมา 20 ปี จะทำไม่ได้หรอก เเถมข้อสอบ ทักษะการฟังก็ง่ายทำได้สบายๆ ยากตรงอ่านกับพวกเเกรมม่านั่นแหละ เพราะต้องทำเวลาพอสมควร เเต่ผ่านมาเเล้วก็ได้ผลสอบเป็นที่น่าพอใจ จิงๆไม่อยากไปสอบ IELT เท่าไรหรอก เเพงก็เเพงเสียตังทีนึงตั้ง 5900 เล่นเอาต้องรบกวนกระเทือนถึงกระเป๋าเงินมารดาเลยทีเดียว เเถมกลัวได้น้อยจนอับอายขายขี้หน้าอีกต่างหาก เเต่อีกใจนึงก็อยากลองเพราะเห็นคนอื่นสอบก็ได้ 4 ได้ 5 ได้ 6 กัน เเล้วเเต่ความเก่งไม่เก่งต่างกันไป เเต่คราวนี้การสอบของผมมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ 6.0 จากคะเเนนเต็ม 9.0 เท่านั้น เพราะต้องใช้ยื่นจบ ปริญญาโท ที่เสียเวลาเรียนมาตั้งเกือบสองปีที่เอแบค จะหลีกเลี่ยงก็ไม่ได้ซะเเล้ว เลยไปสมัครสอบที่ตึก CP Tower ที่ สีลม ชั้น 4 ที่ๆหลายๆคนอาจจะคุ้นเคยเเต่สำหรับผมก็เพิ่งเคยไปครั้งเเรกนั่นแหละ

วันสอบคือวันที่ 19 มิถุนายน จิงๆอยากไปสอบตั้งเเต่เดือนเมษาพฤษภาคนเเล้ว เเต่เนื่องจาก การชุมนุมของผู้ก่อการร้าย ที่อยากให้ผู้ก่อการดี ซึ่งมี โฆษก เป็นผู้ก่อการรัก ออกจากสถานภาพการเป็นรัฐบาล เเละอยากให้มีการเลือกตั้งใหม่เพื่อเฟ้นหาการมาอย่างสง่าเเละมีเกียรติของผู้ที่จะถูกเลือกในการเลือกตั้งครั้งต่อไป อ้าว !! ดันเผลอไปเข้าเรื่องการเมืองซะได้พอก่อนดีกว่าเดี๋ยวยาว - -" เนื่องจากทำงานตื่นเช้าตรู่กลับมืดติดกันมาหลายวัน เเถมคืนวันก่อนสอบเสือกกลับบ้าน 3-4 ทุ่ม อีกต่างหาก เลยทำโดนกระชับพื้นที่จากเวลาเหลืออยู่อันน้อยนิด เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนสอบ เเถมง่วงมึนหัวอยากพัก ก็หยิบ CD ฝึกทักษะการฟังขึ้นมาลองเปิด 1 ชุด ฟังไปได้ประมาณ 15 นาที .. เลิก !! ยากว่ะ เเล้วก็เข้านอนตอนประมาณเที่ยงคืน(มัวเเต่เล่นfacebook) ก็เลยเป็นการสอบอีกครั้งที่ไม่ได้เตรียมด๋อยอะไรไปสอบเลย มีเเต่ภูมิปัญญาชาวบ้านเเละประสบการณ์หางอึ่ง จากการไปสอบวัดความสามารถในระดับนี้

เช้าวันที่ 19 ตื่นหกโมงออกหกครึ่งไปถึงเจ็ดครึ่ง เจอเพื่อน ร่วมชะตากรรม 1 คน ทั้งผมเเละเพื่อนต่างเเต่งตัวแบบ business attire ภาษาชาวบ้านแปลว่า เเต่งกายสุเทพเอ้ย !! สุภาพเรียบร้อย เเล้วก็เข้าไป เซเว่นซื้อเครื่องดื่มชูกำลังกันโดยผมก็มีความเชื่อว่า "ดื่มpepteen สมองเเจ่มใสเพราะมีส่วนผสมของ บลาบลาบลา " ก็เลยจัดไป 1 ขวดใหญ่ + โจ๊ก ใส่ไข่ ซึ่งน่าจะมีคอเลเตอรอลลล เพื่อช่วยให้ร่างกายอวบอ้วนกำยำแบบพี่หมู เวนรูนี่ ซึ่งมันไม่ได้ช่วยอะไรเรื่องสอบเลยซักนิด --" หลังจากนั้นก็เดินไปโรงเเรมมนเฑียร เพื่อนมุ่งหน้าสู่ห้องสอบ เเละหาที่จัดหนัก ก่อนสอบเพื่อความสบายใจ เปิดประตูโรงเเรมที่มี เด็กยกประเป๋าใส่ชุด ขุนนางสมัยอยุธยา คอยยืนบอกทางเเละเปิดประตูให้คนที่มาสอบ เข้าไปก็เจอ เหล่าบรรดาผู้เข้าสอบ ซึ่งมองผ่านๆปราดๆจากการเดินด้วยความเร็ว 26Km/hour ก็จะเห็นได้ว่า "กูนี่เเหละ แก่สุดเเล้ว" เเต่นั่นก็วัดจากหนังหน้าล้วนๆ เพราะเพื่อนที่มาสอบอีกคนเป็นผู้ หญิงอายุ 26 ซึ่งแก่กว่าผมหนึ่งปี ก็ยังพอใจชื้นอยู่บ้าง ว่าเเล้วก็เลี้ยวเข้าห้องน้ามชาย สู่จุดมุ่งหมายปลายทางด้วยเหงื่อที่ซึมออกมาจากขมับด้วยความเร่งรีบ ฉากต่อจากนี้คงไม่ต้องบรรยายเเละขอเซ็นเซอร์ไว้เเล้วกัน เพราะผู้ที่มีจิตศรัทธาบางนอาจจะเกิดอาการ"เจ๊รับไม่ได้" ก็ขอข้ามไปตอนที่เดินออกมาต่อเเถวลงทะเบียนฝากของเเละเข้าสอบที่หน้าห้องสอบซึ่งดูยังไงๆ มันก็คือห้องสัมมนาของโรงเเรมนั่นแหละ หันไปรอบๆตัวเจอเเต่เด็กอายุ 17-20 ซึ่งพวกนี้บอกได้คำเดียวว่า "ลูกคุณหนู + บ้านรวย" ทั้งนั้น เพราะเสียงสนทนาที่ดังเข้ามาในหูก็มีเเต่คำถามเดิมๆคือ จะไปเรียนต่อไหนเหรอคะ,จะบินเมื่อไรหรอคะ,ไปพักเมืองไหนหางานได้เหรอคะ, ไม่ทราบว่าพอจะมีน้ามใจจัดให้ซักดอกไหมค่ะ เอ้ย !! นั่นมันไม่ใช่เรื่องสอบเเล้ว 5555 ว่าเเล้วก็เพิ่งสังเกตุเห็นว่ารอบๆตัวเด็กๆที่มาสอบก็เเต่งตัวกันสบายๆ กางเกงขาสั้น เสื้อยืด กางเกงยีนส์ เสื้อยืด บางคนใส่รองเท้าเเตะบางคนใส่กางเกงสามส่วนเสื้อหลวมๆเหมือนมันมาเรียนพิเศษชัดๆ เเต่ไอ้ที่น่าแปลกคือมีเด็กผู้ชายคนนึง ใส่เสื้อทักษิโด้ + เสื้อกันหนาวขนเเกะกางเกงยีนรองเท้ากึ่งๆบู๊ท ยืนคุยโทรศัพท์ เสียงออกตุ้งติ้ง(ซึ่งสันนิษฐานเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นเกย์ประมาณ้ว 64.32%) ก็เลยเดินไปมองตรงหน้าต่างโรงเเรมให้เเน่ใจว่านี่มันประเทศไทยไม่ใช่เหรอวะ เเล้วเอ็งจะเเต่งชุดประดั่งหนุ่มอังกฤษทำซอกตึกอะไร - -" ก็ไม่ใส่ใจอะไร เพราะมันก็คงโรคจิตไม่ต่างอะไรกับตัวผมมากเท่าไร เพราะเล่นเเต่งซะเต็มยศยังกะมาสัมภาษณ์งาน รองเท้าหนัง กางเกงสเเล๊ก เสื้อเซิ๊ตอย่างดี (ดีนะไม่ใส่สูตรผูกไทร์มาด้วย) ก็เขินๆนิดหน่อยตอนที่เดินไปลงทะเบียนท่ามกลางฝูงเด็กสวยวัยใส จนเพื่อนสะกิดเเล้วดังรู้ใจเเล้วก็ถามผมว่า " เเก ทำไมคนอื่นดูเขาเเต่งตัวกันสบายๆเเล้วเราเเต่งกันเว่อร์ไปไหมวะ" ผมก็อืมมมมมม จิงๆก็อยากจะบอกว่าใช่นั่นแหละ เเต่ก็ต้องไม่เเสดงความประหม่าออกมาจากอกสามศอกของตัวเองด้วยการตอบกลับไปว่า "เมื่อคืนเราขี้ยาวต่อกันสามฟุตโดยไม่ขาด" ไม่ใช่โว้ยยยย ตอบยังงั้นก็เห้เเล้ว ! ก็เลยทำเสียงขรึมๆเเล้วตอบไปว่า "จิงๆไอ้พวกเด็กพวกเนี้ยมันไม่รู้อะไรหรอก .. จิงๆเเล้วเขาไม่บอกกันหรอกตอนสมัครอ่ะ ว่าคนที่เเต่งตัวดีจะได้คะเเนนพิเศษบวกเพิ่มให้คนล่ะ 0.5 ในทุกทักษะการสอบเพิ่มจากคะเเนนที่ได้ในการสอบ" เพื่อนผมก็ไม่พูดอะไรตอบกลับมาคำเดียวสั้นๆว่า "ไอ้ทุเรศ"

เเละเมื่อเวลาสอบมาถึงก่อนเข้าห้องสอบจะต้องมีฝรั่งวัยกลางคนใส่เเว่นหน้าตาเครียดๆมายืนประกาศถึงกฏกติกาต่างๆที่ผู้เข้าสอบจะต้องปฏิบัติตามซึ่งก็ทำให้เสียงจอเเจต่างๆเงียบลงไปฉับพลัน เเละก็เริ่มเดินเข้าห้องสอบกันทยอยเข้าไปเรียงหนึ่งเพราะต้องถูกตรวจบัตรประชาชน ซึ่งเป็นอุปกรณ์อย่างเดียวที่ถูกอนุญาติให้นำเข้าไปได้ ดินสอยางลบมีให้อยู่เเล้วบนโต๊ะสอบของทุกคน น้ามเปล่าเอาเข้าได้เเต่ต้องเอาฉลากออก(บนฉลากมันก็มีเเต่ชื่อยี่ห้อกับชื่อบริษัทไม่ใช่เหรอวะ- -") เครื่องมือสื่อสารทุกชนิดถูกห้ามเขาเข้าไปในห้องสอบอย่างเข้มงวด จากนั้นก็เดินมาถึงโต๊ะสอบ ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด เเละรอยยิ้มที่มุมปากของผมก็เเหลมขึ้นมา เมื่อหันไปทางขวา เเล้วก็ตะโกนออกมาในใจอย่างดังว่า "เย็ดเข้ !มึงเเก่กว่ากู!(ชัวร์)" เพราะมีคนด้านขวาถัดไปสองเเถว คือผู้ ชาย วัยกลางคน เหมือนพวกข้าราชการหัวเถิกเเละ เเต่งตัวเรียบร้อย + ทรงผมที่บอกได้คำเดียวว่า "ขุนสันพันเรือง" คิดในใจว่า จะไปออกรบกับพวกบางระจันหรือมาสอบ IELT กันเเน่วะ - -"

การสอบเริ่มต้นที่ทักษะการฟัง ที่ใครต่อใครก็บอกว่า"ง่ายที่สุด"เเต่สำหรับผมเเล้ว ผมว่าฟังยากกว่าเขียนเเละพูด เพราะมันเปิดรอบเดียวเสียงอู้อี๊ เเละเหม่อหรือฟังซ้ามไม่ได้เลย ว่าเเล้วเทปมันก็เริ่มขึ้นทันทีแบบไม่ทันตั้งตัว เเต่โชคดีว่า ช่วงเเรกๆมันง่ายเลยค่อนข้างมันใจว่าตอบถูกหมด เเต่พอเข้าสู่ช่วงกลางๆ เริ่มนิ่งไม่จดไม่เขียนคำตอบอะไรทั้งสิ้น เพราะบอกได้คำเดียวว่า "หลุด" ก็เลยพยายามฟังต่อไปโดยที่คำตอบทุกข้อได้ถูกเขียนลงในกระดาษคำตอบอย่างหน้าด้าน(มั่วแบบไม่มีมูลอะไรเลยเพราะฟังไม่ทัน --") มาได้สติอีกทีตอนที่เทปกำลังจะเริ่มช่วงสิบข้อสุดท้าย ก็เลยตั้งใจกะกู้หน้ากลับมาให้ได้ ก็เลยตั้งใจอย่างเต็มที่ เเต่ไอ้สิบข้อสุดท้ายนี่แหละ ยากเเสรดสุนัข ก็ต้องทำใจสู้ตามอัตภาพที่ล่วงเลยตามกาลเเละเวลาต่อไปจนเทปจบลง อย่างมึนงง หลังจากนั้นก็เป็นเวลาของการลอกคำตอบลงในกระดาษคำตอบ ก็ยังไม่วายขอมั่วต่อในข้อที่ฟังไม่ทัน เเล้วก็นั่งนับข้อที่ไม่มั่วดู(ไม่มั่วเเต่ไม่ได้หมายความว่าถูก) นับได้ทั้งสิ้น 19 ข้อ(จากเต็ม40) ก็อืมมมมม หวังว่าไอ้ที่มั่วๆไปมันต้องถูกมั่งล่ะวะ ยังไงก็จอมเเถระดับเทพคงไม่ดวงซวยขนาดได้น้อยกว่าครึ่งหรอก !! ก็ปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไรๆ เด๋วค่อยเเก้ตัวตอน Reading เพราะเรื่องอ่านตอบเนี่ยผมค่อนข้างมั่นใจพอสมควรจากการนั่งอ่าน Bangkok Post ทุกเย็นก่อนออกกำลังกาย เลยมั่นใจหนักหนาว่า ต้องทำได้เเน่ๆ ก็นั่งรอเขามาเเจกข้อสอบ เเละบอกว่ามีเวลาทำเเค่ 1ชั่วโมง สิ้นสุดเสียงนกหวีดเริ่มสอบ ผมก็เปิดข้อสอบขึ้นมาทันที ข้อสอบแบ่งเป็นสามส่วน มีเรื่องให้อ่านสามเรื่อง ก็ไม่คิดไรใส่เกียร์ 5 ลุยอ่านเรื่องเเรกก่อนเลยโดยใช้เวลาอ่าน + ทำเรื่องเเรกไป 25 นาที เเละก็มั่นใจพอสมควรว่าเรื่องเเรกที่ทำไปเนี่ยถูกหมด เพราะคำศัพท์ยังไม่ยากมากเรื่องที่อ่านก็ไม่ซับซ้อนมาก เเต่พอเปิดเรื่องที่สองมาปุ๊ป เกือบจะอุทานกลางห้องสอบออกมาเเล้วว่า "พ่อมึง!!" เพราะกวาดตาดูคร่าวๆความยาวที่มันให้อ่านคือหน้าครึ่งเน้นๆ ต่างกับเรื่องเเรกที่มีให้อ่านเเค่หน้าเดียว(โดยประมาณ) ก็เลยเปิดไปดูเรื่องที่สามด้วยความกังวลใจ เเล้วก็เกือบอุทานออกมาอีกครั้งว่า "เเม่มึง!" เพราะความยาวเกือบสองหน้าเเน่ะ ก็เลยเริ่มอ่านเรื่องสองด้วยความเร่งรีบ เเละลนลานอย่างบอกไม่ถูก เเละผลปรากฏว่า "อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องเลย มันจะสื่ออารายวะเนี่ย" ก็เลยข้ามไปอ่านเรื่องสามเลย ตอนนั้นกรรมการบอกว่าเหลืออีก 20 นาที (ยังไม่ได้เริ่มทำแบบฝึกหัดของเรื่องที่สองเลย) ก็เริ่มอ่านเรื่องที่สามอย่างรวดเร็วเเละก็ทำแบบโจมย์ของเรื่องที่สามจบในเวลา 15 นาที โดยทีข้อสอบมันเป็นจับคู่ความหมายทั้งหมดก็เลยทำได้ด้วยความเร็ว เเต่... ก็ไม่คิดหรอกว่าที่ทำไปมันจะถูกทั้งหมด ส่วนอีก 5 นาทีที่เหลือย้อนกลับไปทำเรื่องที่สอง(ที่ยังไม่ได้เริ่มทำโจทย์) เเล้วก็.... เอ่อออ .. เอ่ออ .. จินตนาการเอาเองเเล้วกันนะ ไม่อยากประจารความทุเรศของตัวเองมาก - -" เเต่สุดท้ายก็ยังหน้าด้านใส่คำตอบไปครบทุกข้ออยู่ดี ซึ่งได้เท่าไรนั้นยากจะคาดเดาเหลือเกิน

ข้อสอบเขียนก็ถูกเเจกออกมาอย่างรวดเร็วเเละมีเวลาให้ 1 ชั่วโมงในการอธิบายกราฟเเละบรรยายในหัวข้อที่ว่า การย้ายถิ่นฐานเเละเปลี่ยนงานของคนในโลกนี้ ที่มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนี่ย มันเป็นการพัฒนาในทางบวกหรือทางลบ .. อ่านโจทย์เเล้วก็ สูดลมหายใจเต็มปอดสามครั้ง เเล้ว ก็ใส่เกียร์ห้าเขียนแบบไม่ลืมหูลืมตา อธิบายกราฟด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านล้วนๆ เเละเขียนความเห็นของหัวข้อที่กำหนดมาอย่าง เเถบวกวนไปวนมา คือเรื่องการเขียนเนี่ยค่อนข้างมั่นใจว่าทำทันชัว เพราะตอนเรียน ป ตรี + ป โท ก็สอบเป็นการเขียนภาษาอังกฤษมาตลอด ฉะนั้นด้วยเกีจรติของเด็กเอแบคที่จบมาด้วยเกรดเฉลี่ยเกือบอัปรี ขอสาบานว่าต้องเขียนให้ทันถึงเเม้จะต้องเเถอย่างรุนเเรงขนาดไหนก็ต้องยอม... การสอบจบลงด้วยความชื่นมื่นปนความเเถ ที่สามารถเขียนได้เต็มทุกบรรทัดเเละไม่เเถมากจนเกินไป ก็ยังภูมิใจที่ยังพอจะมั่นใจตรงส่วนนี้ได้มั่ง

ออกจากห้องสอบหน้าตาทุกคนดูยิ้มเเย้ม เม้ากันสนุกสนานปะดุจเหมือนว่าทุกคนทำได้กันหมด เเต่คิดอีกนัยหนึ่งก็อาจจะทำไม่ได้เหมือนกันหมด เลยไม่ค่อยจะมีอะไรจะเสียกันเท่าไร เเต่พูดตามตรงสำหรับผมเเล้วประเมินโดยรวมก็คือ ทำไม่ได้เกือบอัปรี ที่มีเกือบเพราะสอบข้อเขียนยังพอได้ไม่น่าเกลียดมาก ส่วนพวกเด็กๆทั้งหลายที่ยกขบวนมากันเป็นกลุ่มจากสถาบันไหนก็ตาม ก็หวังว่าจะได้ไปเมืองนอกกันทุกคนส่วนผมบอกได้คำเดียว ได้เกินครึ่งก็บุญเเล้วคร้าบบบบบบ

รอสอบพูดอยู่เกือบสามชั่วโมง ก็เข้าไปนั่งรอหน้าห้องอาจารณ์ เเล้วอาจารณ์ก็ออกมาเรียก การสนทนาเป็นไปอย่างต่อเนื่องลื่นไหล เเละสบายใจที่สุดในทุกทักษะการสอบที่ผ่านมา ผมคิดว่าการพูดนี่แหละที่ผมทำได้ดีกว่าการเขียนมากเพราะ เรื่องที่ต้องพูดก็เรื่องทั่วๆไปไม่ได้มีอะไรซับซ้อนคำถามก็ ไม่มีอะไรถามเรื่องชีวิตประจำวัน คิดว่าทุกๆคนก็คงทำได้เหมือนๆกัน เเต่อยากถามคำเดียวเลยว่า อาจารณ์ที่เป็นกรรมการสอบ(มีคนเดียว) มันปุ่มยิ้มเสียเหรอ - -" มันไม่ยิ้มไม่รับมุขไม่คุยเล่นเเละก็ทำตัวเหมือนหุ่นยนต์เลย.. เเต่ก็เจอคนพูดมากแบบผมมันก็คงมึนๆไปนั่นแหละ 55555

ผลสอบออกวันที่ 2 กรกฏา เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป ผมจะมีปาฏิหารได้ถึง 6.0 ไหม เเล้วจะต้องอับอายเเค่ไหนถ้าได้ 4 หรือยังไงก็ตาม จะมาอัพเดทให้ฟังกันอีกที วันนี้ง่วงเเล้วไปนอนก่อนละขอบคุณทุกคนที่คลิ๊กเเละเสียเวลาเข้ามาอ่าน เเละถ้าใครจะไปสอบก็ส่งข่าวมาด้วยเผื่อจะไปเป็นเพื่อนอีกรอบ - -"

Parunyoo Kittirungruang
Warmwindtravel

Wednesday, June 16, 2010

Chinese Ba" Jhang Festival

Let's start the lecture today with some essence knowledge which you might look over every year. Traditionally, Chinese people have 3 majors festivals during the year. Chinese new year , Chinese moon worshipping and Chinese Ba' Jhang(chinese desert) festival. Today we are going to talk about Ba' Jhang festival in deep detail.

The festival usually held on the 5th of five lunar month. The purpose of this festival is to commemmorate to well-known Chinese noble named "Zongzi". He was exiled by the governer of Cin state during 211 B.E. This admired noble felt upset to be judged under the belt. He suicided by jumping into the river after Cin state was conquered by Chu state. The people afraid that his body will be eaten by fish in the river so they made the sweet desert named Ba' Jhang and throw into the water to be aimed from the fish instead of Zongzi body.

The name of that desert in Thai we called "Ba' Jhang" or in English "Zongzi" as the same name of the Chinese Noble. The desert was cooked by using sticky rice stuff with Chinese sausages , minced pork, Beans and yoke egg. Then Pack with bamboo leaf into the shape of pyramid.

Let's go to China town purchase one for me !!

Parunyoo Kittirungruang
warmwindtravel

Monday, June 14, 2010

Cartoon recomended





Today I waked up at 10:00 again after watching asthamic Italy fought back against Paraguay and the result end with draw(1:1) last night. I picked one cartoon book to the toilet for luanching the bomb into the lavatory. The one I always pick is one of my favorite or one of my crazy "Gourmet fighter"

"Gourmet fighter" was published in Thai last 2 year ago. There are 23 published comics where you can look for it easily at every cartoon book shop. The story is about the guy who practise himself to be the best of gourmet fighter. The match of gourmet fight are catagorized into 2 different ways. Firstly, The one who win is the one who can finish all food first. Secondly, The one who win is the one who can eat more. Different fighters have different way of style. Some use to 2 pair of chopsticks when having noodles soup and some stand up to absorb the noodle. Disgustingly some pour water into the rice and curry.Then drink it for shorten the time in the competitions. The leading actor has chosen the civilize ways to consume food even in the competition while the vallians do not care about anything just for win for gaining more popularity with money power. Let's go to buy it and share with me if you wanna try food fighting with me !

I and the group of my friends on the internet who crazy reading follow this comics were operated "fry rice fighting" last month. The rules is to finish 2 jumbo fry rice in 1 hours. The picture above was the ambience in the fighting on 1 May 2010. No need to explain because the picture could be the best describe for you.

Our next match for food fighting will be informed soon. Comment here to join the competition !

Parunyoo Kittirungruang
Warmwindtravel

PS. >>>http://www.gt-forum.com/index.php?showtopic=3727 for full match pictures

Sunday, June 13, 2010

Phukaew Resot Phetchaboon Thailand



So sad for the result of world cup last night(especially for Aussie army) and so sad for everyone who missed the chance to attend Thai Tour Thai Fair at Impact Muang Thong Thani during 9-13 June 2010.

I spent 3 days during 9-13 June at Muang Thong to explore every single tour company who registered to present their tour product with tons of promotional price and premiums. It's going to be a big embarassment if I chill out 3 days over there without anything back home. Then I decided to select the location where I've never been to and Khao Khor(Phetchaboon) was selected after discussing with friend who join my ideology.

Phukaew Resort offered fascinating accommodation packages which admittedly hard to refuse. 899 baht for one night room accommodation with fully equipped funational facilities in both room and resort itself. And I paid another 600 baht for their adventure park fees for 2 persons !!. Their adventure park consists of 27 adventural activists where we can enjoy ourself as if we are in the amusement park. In total, I spent 1500 for everythings including four 100-baht gift vouchers for any services in their resort(I definitely looking for massage service ^ ^). Therefore, I will go ther with my friends 2 weeks after today and we paid only 750 baht for room and activities.

My three-day in Thai Tour Thai fair was not go in vain like I though and I appreciated to share this to everyone who follow my blog with feedback after I come back from this trip. This is just an appertizer !!

For more detail about resort >> http://www.phukaew.com/index-en.php

Parunyoo Kittirungruamg
Warmwindtravel

P.S. Australia fail to be Jack the demon killer ! T_T